• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ ภัยพิบัติ 2554 บทเรียน - ผลกระทบ ที่ควรศึกษาเพื่อรับมือ

ภัยพิบัติ 2554 บทเรียน - ผลกระทบ ที่ควรศึกษาเพื่อรับมือ

อีเมล พิมพ์ PDF

ภัยพิบัตินับตั้งแต่ผ่านพ้นปีใหม่เป็นต้นมา คำถามหนึ่งที่นักวิชาการสิ่งแวดล้อม คนทำงานอนุรักษ์ ผู้มีอำนาจบ้านเมือง ไปตลอดจนผู้มีอาชีพโหรพยากรณ์ ถูกกระทุ้งถามอยู่เสมอก็คือปีนี้ (พ.ศ. 2555) "น้ำจะท่วมหรือไม่?" เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่ภาคกลางในปีที่ผ่านมาได้สร้างผลกระทบเป็นวงกว้างในหลายพื้นที่ มีผู้มีเสียจากสถานการณ์ดังกล่าวทั้งทางด้านทรัพย์สินและจิตใจ บ้างก็ได้รับการเยียวยากลับไปใช้ชีวิตตามปกติ แต่ยังมีอีกมากที่ยังหวาดระแวงต่อสถานการณ์ในปีนี้ และยังลังเลที่จะกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ

ขณะเดียวกัน นอกจากสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่พื้นที่ภาคกลางแล้วนั้น ในปีที่ผ่านมา ประเทศไทย ไม่ได้เผชิญแต่ผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมเพียงแค่เรื่องเดียวเท่านั้น แต่ยังมีสถานการณ์ทางด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ที่ถูกยกเป็น "ภัยพิบัติ" และจำเป็นต้องเฝ้าระวังไม่น้อยกว่าประเด็นเรื่องน้ำท่วม seub.or.th ในสัปดาห์ จึงขอนำเสนอเรื่องราวสถานการณ์ภัยพิบัติในปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2554) เพื่อเป็นข้อมูลในการศึกษาและวางแผนในการเตรียมรับมือ และลดผลกระทบของความรุนแรงก่อนที่ภัยพิบัติรอบใหม่จะเกิด


สถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ จากร่างรายงานสถานการณ์คุณภาพส่ิงแวดล้อม ปี พ.ศ. 2554

ภัยแล้ง
ในปี 2554 มีพ้ืนท่ีประสบภัยแล้งรวม 32 จังหวัด ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันในปี พ.ศ. 2553 ท้ังสิ้น 13 จังหวัดโดยมีความเดือดร้อน 16,052 หมู่บ้าน ลดลงจากระยะเวลาเดียวกันในปีก่อน ร้อยละ 9.0 โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ท่ีมีปัญหาภัยแล้งน้อยลงอย่างชัดเจน โดยในปี 2553 มีหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้งทั้งสิ้น 687 หมู่บ้าน แต่ในปี 2554 กลับไม่พบหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้งเลย คิดเป็นร้อยละลดลง 100% ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น จากปี 2553 พบจำนวนหมู่บ้านที่ประสบภัย 8,720 หมู่บ้าน ส่วนปี 2554 มีหมู่บ้านที่ประสบภัย 7,368 หมู่บ้าน ลดลง 1,351 หมู่บ้าน ส่วนที่ประสบภัยแล้งมากขึ้น นั้นเป็นพื้นที่ภาคเหนือ เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.9 ภาคกลาง เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.1 และภาคตะวันออก เพิ่มขึ้น 41.1
ข้อมูลภัยแล้งปี 2553 ณ วันที่ 17 มีนาคม 2553 ข้อมูลภัยแล้งปี 2554 ณ วันที่ 6 มีนาคม 2554

ภัยพิบัติ

อุทกภัยและดินโคลนถล่ม
โดยปกติสภาพอากาศของเดือนมีนาคมอยู่นช่วงฤดรู้อน อากาศโดยท่ัวไปจะร้อนอบอ้าวและ มีฝนไม่มากนัก แต่ในปี พ.ศ. 2554 กลับมีทิศทางตรงกันข้าม โดยบริเวณประเทศไทยตอนบนมีอากาศหนาวเย็นเกือบตลอดทั้งเดือนและมีฝนตกในบางช่วงเน่ืองจากอิทธิพลของบริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนท่ีแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนเป็นระยะ ในขณะเดียวกัน มีหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงปกคลุม บริเวณภาคใต้ตอนกลางทำให้บริเวณภาคใต้มีฝนตกชุกหนาแน่นเกือบตลอดเดือน มีฝนหนักถึงหนักมาก ต่อเนื่องในหลายพื้นที่ก่อให้เกิดอุทกภัยเป็นบริเวณกว้างและรุนแรงเป็นประวัติการณ์ในบริเวณจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุง นราธิวาส ยะลา ตรัง พังงา กระบ่ี และสตูล

นอกจากน้ียังมี รายงานดินโคลนถล่มในจังหวัดชุมพรสุราษฎร์ธานี ตรังและกระบี่โดยปริมาณฝนรวมทั้งประเทศของเดือน มีนาคม พ.ศ. 2554 มีปริมาณมากท่ีสุดในรอบ 36 ปี (ปี พ.ศ. 2519 - 2554) และหลายพื้นที่มีปริมาณฝนมากท่ีสุดใน 24 ชั่วโมง สูงกว่าสถิติเดิมและอุณหภูมิต่าสุดรายวันต่ากว่าสถิติเดิมที่เคยตรวจวัดได้ของเดือนเดียวกัน

สภาวการณ์ที่เกิดขึ้นถือว่าผิดปกติจากที่เคยเป็น ต่อมาในช่วงฤดูฝนมีฝนตกสม่ำเสมอ ในหลายพ้ืนท่ีปริมาณฝนมากกว่าค่าปกติถึงร้อยละ 40 - 50 และไม่มีฝนทิ้งช่วงอย่างท่ีเคยปรากฏ โดยมีพายุพัดเข้าประเทศไทยติดต่อ กันต้ังแต่เดือน มิถุนายนถึงกันยายน สามารถสรุปได้ดังนี้
เดือนมิถุนายน 2554 : ได้รับอิทธิพลจากพายุโซนร้อน “ไหหม่า” (HAIMA) และมีรายงานน้ำท่วมฉับพลันน้ำป่าไหลหลากและดินถล่มในบริเวณจังหวัดแพร่ เชียงราย พะเยา น่าน ตาก และสุโขทัยมี ผู้เสียชีวิตรวม 3 ราย ประชาชนได้รับความเดือดร้อน 105,703 ครัวเรือน ประชาชนได้รับผลกระทบ 411,573 คน พื้นที่เกษตรเสียหายรวม 159,598 ไร่
เดือนกรกฎาคม 2554 : ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจาก พายุโซนร้อน “นกเตน” (NOCK-TEN) และมรี ายงานน้าท่วมบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร หนองคาย เลย อุดรธานี สกลนคร และนครพนม
เดือนสิงหาคม 2554 : แม้ไม่มีพายุเข้า แต่ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และร่องความกดอากาศต่ำกำลังค่อนข้างแรงที่พาดผ่านประเทศไทยตอนบน ทาให้มีฝนตกชุกหนาแน่นเกือบตลอดเดือนโดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีรายงานฝนหนักถึงหนักมากเป็นระยะจนเกิดน้ำท่วมต่อเนื่องในหลายพื้นที่
เดือนกันยายน 2554 : นอกเหนือจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และร่องความกดอากาศต่ำแล้ว ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากพายุหมุนเขตร้อนอีก 2 ลูก คือพายุโซนร้อน “ไห่ถาง” (HAITANG) และ ไต้ฝุ่น “เนสาด” (NESAT) ซึ่งมีรายงานน้าท่วมเป็นบริเวณกว้างและต่อเน่ืองในหลายพ้ืนที่ บางพื้นที่น้าท่วมอย่างไม่ เคยปรากฏมาก่อน สร้างความเสียหายอย่างมาก ส่งผลกระทบต่อการดารงชีวิตทุกภาคส่วนและเศรษฐกิจ โดยรวมของประเทศ

ภัยพิบัติ


สำหรับสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งถือว่าเป็นครั้งประวัติศาสตร์ ในช่วงเวลาเดือน 2
ตลุาคม–ธันวาคม 2554 :
โดยพื้นที่ประสบอุทกภัยและมีการประกาศเป็นพ้ืนที่ประสบภัยพิบัติกรณี ฉุกเฉินต้ังแต่ปลายเดือนกรกฎาคมถึงวันที่ 7 ธันวาคม ปี พ.ศ. 2554 รวมทั้งสิ้น 64 จังหวัด มีผู้เสียชีวิต 675 ราย ซึ่งผลกระทบจากอุทกภัยสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน และรายได้ของประเทศประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท (ข้อมูลวันที่ 8 ธันวาคม 2554)
ที่มา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 2554

ภัยพิบัติ


แผ่นดินไหว
ช่วงเดือนมกราคม ปี พ.ศ. 2553 ถึงเดือนกรกฎาคม ปี พ.ศ. 2554 เกิดเหตุการณ์ แผ่นดินไหวที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยจำนวน 5 ครั้ง ได้แก่
- วันที่ 20 มีนาคม 2553 เกิดแผ่นดินไหวบริเวณประเทศพม่า ห่างจากพรหมแดนไทย (แม่สาย) ประมาณ 80 กิโลเมตร ขนาด 5.0 ริกเตอร์ รู้สึกสั่นสะเทือนได้ที่จังหวัดเชียงราย
- วันที่ 5 เมษายน 2553 เกิดแผ่นดินไหวบริเวณอำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย ขนาด 3.5 ริกเตอร์ รู้สึกสั่นสะเทือนบริเวณ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
- วันที่ 9 พฤษภาคม 2553 เกิดแผ่นดินไหวบริเวณชายฝั่งตอนเหนือของเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ขนาด 7.3 ริกเตอร์ รู้สึกสั่นไหวได้บนอาคารสูงบางแห่งในจังหวัดภูเก็ต พังงา สุราษฎร์ธานี สงขลา และกทม.
- วันที่ 6 กรกฎาคม 2553 เกิดแผ่นดินไหวบริเวณประเทศพม่า ห่างจากอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ทางทิศตะวันตก ประมาณ 6 กม. ขนาด 4.5 ริกเตอร์ รู้สึกสั่นไหวได้ทั่วไปบริเวณอำเภอแม่สาย แม่จัน แม่ฟ้าหลวง เชียงแสน และอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
- วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2554 เกิดแผ่นดินไหวบริเวณประเทศลาว ห่างจากอำเภอเมือง จังหวัดน่าน ไปทางทิศตะวันออก ประมาณ 100 กม. ขนาด 5.3 ริกเตอร์ รู้ึกสั่นไหวได้หลายจังหวัด เช่น เลย น่าน แพร่ อุดรธานี หนองคาย และหนองบัวลำภู

โดยทั้ง 5 ครั้ง สามารถรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนได้ ทั้งยังส่งผลเสียหายต่อโบราณสถาน หลายแห่งในภาคเหนือ เช่น เขตเมอืงประวัติศาสตร์เชียงแสน จ.เชียงราย พระพุทธรูปวัดศรีโคมคา จ.พะเยา และ วิหารวัดภูมินทร์ จ.น่าน เป็นต้น

แม้ว่าจะมีเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยจะเกิดไม่บ่อยครั้งมาก แต่ประเทศไทยก็มีรอยเลื่อนที่มีพลังซ่ึงถือเป็นบริเวณที่มีความเส่ียงในการเกิดแผ่นดินไหวอยู่บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันตก และ ฝ่ังตะวันตกของภาคใต้

ภัยพิบัติ


การกัดเซาะชายฝั่ง
สถานการณ์การกัดเซาะชายฝั่งทะเลของประเทศไทยซึ่งมีชายฝั่งรวมระยะทาง 3,148 กิโลเมตร (รวมแนวชายฝ่ังเกาะภูเก็ต) แยกเป็นฝ่ังทะเลด้านอ่าวไทยประมาณ 2,055 กิโลเมตร และชายฝั่ง ทะเลด้านอันดามัน 1,093 กิโลเมตรพบว่าแนวชายฝั่งทะเลทั่วประเทศที่ประสบปัญหาการกัดเซาะรวม ระยะทางประมาณ 830 กิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 26.4 ของชายฝ่ังทะเลของประเทศ

โดยชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทยที่ประสบปัญหาการกัดเซาะระยะทางประมาณ 730 กิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 23.2 และ 35.5 ของชายฝั่งทะเลทั้งประเทศและชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทยตามลำดับ ส่วนการกัดเซาะชายฝั่งทะเลด้านอันดามันเกิดขึ้นในพ้ืนที่หาดทรายมากกว่าที่ราบน้ำขึ้นถึงต่อเนื่องกับป่าชายเลน ประสบปัญหาการกัดเซาะระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 3.2 และ 9.1 ของชายฝ่ังทะเลทั้งประเทศและชายฝ่ังทะเลด้านอันดามันตามลำดับ

ผลกระทบท่ีเกิดจากการกัดเซาะชายฝ่ังทะเล พบว่าส่งผลให้ผลผลิตประมงลดลงประมาณ ร้อยละ 50 จากปี 2526 นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศแหล่งหญ้าทะเลและแนวปะการัง อันเน่ืองมาจากปัญหาการทับถมของตะกอนท่ีถูกพัดพามาจากพื้นท่ีถูกกัดเซาะ เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระดับครัวเรือนด้วย เนื่องจากประชาชนต้องเสียพื้นที่ทางการเกษตรและไม่สามารถประกอบอาชีพได้ดังเดิมทำให้ มีรายได้ลดลง ขณะเดียวกันต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เพื่อให้การดำเนินชีวิตเป็นไปตามปกติ นอกจากนี้ภาครัฐ ท้ังส่วนกลางและท้องถิ่นยังต้องเสียงบประมาณของประเทศจำนวนมหาศาลเพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นท่ีที่เกิดการกัดเซาะชายฝั่งทะเล ตลอดจนเกิดความไม่ม่ันคงในกรรมสิทธ์ิท่ีดินของตนเอง และขาดความม่ันใจในการดำเนินชีวิต ส่งผลให้เกิดความวิตกกังวลต่อความมั่นคงในการดำเนินชีวิตในอนาคต นอกจากนี้การย้ายถ่ินฐานเพื่อหนีปัญหาการกัดเซาะยังส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างเครือญาติและเพื่อนบ้านห่างเหินไปรวมถึงต้องมีการปรับเปล่ียนการ ประกอบอาชีพ ทำให้ชุมชนที่ประสบปัญหาการกัดเซาะชายฝ่ังทะเลมีคุณภาพชีวิตต่ำลง

ภัยพิบัติ


ภัยพิบัติทางธรรมชาติถือเป็นปัญหาความม่ันคงประการหนึ่งที่สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน รวมท้ังส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างมหาศาล โดยเฉพาะในปัจจุบันที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติกลายเป็นภัยคุกคามใหม่ซึ่งทุกภาคส่วนจะต้องเผชิญ และต้องปรับตัวร่วมกัน พิบัติภัยที่เกิดข้ึนมีแนวโน้มว่าจะมีความถ่ีและความรุนแรงเพิ่มมากข้ึน

อย่างไรก็ตามแม้จะมีการเตรียมมาตรการและแนวทางตลอดจนอุปกรณ์กู้ภัยและช่วยชีวิต แต่การช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยจากพิบัติภัยต่างๆ ยัง ข้ึนอยู่กับการตอบสนองในภาวะฉุกเฉินของผู้บริหารประเทศระดับต่างๆ ที่จะประเมินสถานการณ์เพื่อสั่งการส่งกำลังช่วยเหลือหลังเหตุการณ์หรือการฟื้นฟูบูรณะซึ่งยังคงล่าช้าอยู่เสมอ ซึ่งจุดนี้เป็นสิ่งที่ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการเพ่อการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีพร้อมประสิทธิภาพที่สมบูรณ์ และที่สำคัญคือการเฝ้าระวังและเตรียมรับมือก่อนที่จะเกิดภัยพิบัติ คือการบ้านที่ทั้งผู้บริหารประเทศรวมทั้งตัวชุมชนเองต้องทำความเข้าใจเพื่อลดผลกระทบที่จะตามมาให้มากที่สุด



เรียบเรียงจาก สถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยกองติดตามประเมินผล กลุ่มงานติดตามและประเมินสถานการณ์ สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ภาพประกอบจาก Internet

 

 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช


รับข่าวสาร