ยุทธศาสตร์ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ภายใต้โครงการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วมในผืนป่าตะวันตก หรือโครงการ JoMPA คือ รูปแบบการจัดการชุมชน ที่เหมือนเป็นส่วนเติมเต็มให้โครงการสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น แน่นอนว่า ชุมชนที่โครงการฯเข้าไปดำเนินการ เพื่อสร้าง Model ของการจัดการชุมชน เป็นชุมชนที่อยู่ในผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ ดังนั้น การจัดการชุมชน ในพื้นที่ดังกล่าว จึงเป็นการฟื้นคืนระบบนิเวศให้กลับมาอุดมสมบูรณ์หรือ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ระบบนิเวศนั้นถูกทำลายไปมากกว่านี้
นายศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ในฐานะผู้จัดการโครงการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วม บอกว่า การจัดการชุมชน เป็นอีกงานที่สำคัญของโครงการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วม คือการจัดการชุมชนในพื้นที่ต้นน้ำ ซึ่งเป็นพื้นที่บอบบาง มีความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ
“ในป่าตะวันตก นอกจากความหลากหลายของระบบนิเวศแล้ว ยังมีความหลากหลายของวิถีชีวิตและชาติพันธุ์ด้วย”
ซึ่งการจะสร้างโมเดลการจัดการชุมชน ในผืนป่าตะวันตกนั้น ผู้จัดการโครงการ JoMPA บอกว่า ต้องพิจารณาภาพรวมทั้งหมด ทั้งพื้นที่ และตัวชุมชน ว่ารูปแบบการจัดการในพื้นที่ควรจะเป็นอย่างไร โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาวิถีชีวิตที่คู่ไปกับการรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศในพื้นที่ ซึ่งรูปแบบที่ได้นั้น มาจากการถอดบทเรียนของเจ้าหน้าที่ภาคสนามที่ทำงานในพื้นที่
ศศิน เฉลิมลาภ ในฐานะผู้จัดการโครงการฯ บอกว่า จากการถอดบทเรียนในทุกพื้นที่ทำงาน พบว่าในผืนป่าตะวันตกนั้น สามารถจัดรูปแบบของชุมชนออกเป็น 4 รูปแบบ
รูปแบบแรกคือ ชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่ยังคงรักษาวิถีวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้ได้อย่างเหนียวแน่น อย่างการคงวิถีเดิม คือการทำไร่หมุนเวียน ที่ยังไม่มีการรุกเข้าไปของพืชเชิงเดี่ยว อย่างไรก็ตาม การคงวิถีการทำไร่หมุนเวียนของชุมชนกะเหรี่ยงดั้งเดิม ยังคงเป็นปัญหาความขัดแย้งดั้งเดิมอีกเหมือนกัน ระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชกับชุมชนในเรื่องแนวคิด เนื่องจากกรมอุทยานยังคิดว่า วิถีนี้คือการทำไร่เลื่อนลอย
ทั้งนี้ การทำงานของโครงการ JoMPA เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง คือการสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้น ระหว่างชุมชนและหน่วยงานจากกรมอุทยานฯในพื้นที่ ทั้งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติ ด้วยการเดินสำรวจไร่หมุนเวียนร่วมกัน
“ไร่หมุนเวียนของชาวบ้าน คือไร่ข้าวเล็กๆ ซึ่งเป็นทั้งพื้นที่ทำกินและวิถีวัฒนธรรม การสำรวจพื้นที่และมีการรับรู้ร่วมกัน เป็นการพยายามทำให้ชุมชนไม่หลุดออกจากวิถีวัฒนธรรม”
พื้นที่ที่เป็นโมเดล ในรูปแบบนี้คือ 7 หมู่บ้านในลุ่มน้ำแม่จัน ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันออก จังหวัดตาก
ส่วน Model แบบที่ 2 คือชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่มีการคงวิถีชีวิตดั้งเดิมอยู่ แต่น้อยลง มีการเปลี่ยนแปลงวิถีมากขึ้น ชุมชนเหล่านี้ จะยังคงทำไร่หมุนเวียน แต่มีการปลูกพืชเชิงเดี่ยวด้วย เช่นข้าวโพด

“แนวทางการจัดการคือ ลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างข้าวโพด เปลี่ยนเป็นการปลูกพืชยืนต้นแทน เพื่อให้ชุมชนกินได้ใช้ประโยชน์จากพืช และเป็นการควบคุมพื้นที่ ไม่ให้มีการขยายขอบเขตของไร่ข้าวโพด ด้วยการเสริมพื้นที่ให้เป็นเกษตรผสมผสาน มีการปลูกพืชกินได้หลายอย่างมากขึ้น”
พื้นที่มีการจัดการแบบนี้ เช่นบ้านเขาเหล็ก อุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์ และบ้านห้วยหินดำ จ.กาญจนบุรี
สำหรับการจัดการพื้นที่ชุมชนในรูปแบบที่ 3.นั้น จะเป็นชุมชนที่เป็นคนไทยพื้นราบที่อพยพเข้าไปในพื้นที่ที่เคยเป็นป่า และมีการถางพื้นที่ป่าเพื่อทำไร่ ชุมชนแบบนี้เป็นการย้ายถิ่น ซึ่งแนวทางการทำงานในพื้นที่แบบนี้นั้น ศศินบอกว่า ต่างไปจาก 2 พื้นที่แรก
“แนวทางการจัดการที่ลงไปดำเนินการ คือ ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตจากการใช้สารเคมีให้เป็นเกษตรอินทรีย์ เสริมรายได้ชุมชนด้วยการทำท่องเที่ยวเชิงนิเวศ หรือ โครงการปลูกพืชสมุนไพร ที่ตอนนี้มูลนิธิสืบฯได้ร่วมกับมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ ดำเนินการอยู่”
ซึ่งการจัดการในชุมชน ที่เป็นชุมชนคนไทยพื้นราบที่อพยพเข้ามานั้น โครงการมุ่งเน้นไปที่เรื่องของการเพิ่มรายได้ให้กับชุมชน เพื่อลดการรบกวนพื้นที่ป่า
พื้นที่ที่มีการาจัดการแบบนี้ คือ บ้านทุ่งนางครวญ บ้านเขาพระอินทร์ ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติลำคลองงู บ้านแม่น้ำน้อย ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติไทรโยค
และแนวทางการจัดการชุมชน ในรูปแบบสุดท้าย คือชุมชนประชิดขอบป่า ที่ตั้งอยู่ตามแนวขอบป่าใหญ่ ซึ่งแต่เดิมชุมชนเหล่านี้จะพึ่งพิงป่าใหญ่ แม้จะไม่ได้ตั้งบ้านเรือนในพื้นที่ป่า

ซึ่งรูปแบบของการจัดการชุมชนเหล่านี้ คือ การจัดตั้งเป็นป่าชุมชน โดยการตั้งคณะกรรมการเป็นกลไก ในการขับเคลื่อนดูแล ป่าชุมชน 135 ป่าในผืนป่าตะวันตก
“รูปแบบนี้ เกิดขึ้นครั้งแรก ที่ชุมชนริมขอบป่าห้วยขาแข้ง ในโครงการ 30 ป่า รักษาทุกโรค จากนั้นได้ใช้รูปแบบนี้ขยายไปสู่พื้นทีอื่นๆ เช่น พื้นที่ป่าชุมชนในจังหวัดนครสวรรค์ กำแพงเพชร กาญจนบุรี สุพรรณบุรี และอุ้มผาง”







คอมเมนต์
ติดตามคอมเมนต์นี้ในรูปแบบ RSS feeds