• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ 27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 17 โครงการจอมป่า

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 17 โครงการจอมป่า

อีเมล พิมพ์ PDF

จอมป่าคำว่าจอมป่า เป็นคำย่อมาจาก Joint Management of Protected Aresa WEFCOM 2547 – 2558 เป็นโครงการที่ต่อเนื่องมาจากโครงการ WEFCOM 2542 – 2545 โดยก่อนเสร็จสิ้นโครงการ WEFCOM ในปี พ.ศ. 2545 ซึ่งได้ขยายเวลาเป็นปี พ.ศ. 2546 ได้มีการติดตามประเมินผลโครงการโดย DANIDA ผู้สนับสนุนทุน และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จากการใช้วิทยาศาสตร์นำ ทำการสำรวจวิจัยและทำผลผลิตแผนที่ “เขตการจัดการพื้นที่ป่าตะวันตกเชิงระบบนิเวศ” นับเป็นครั้งแรกที่กลุ่มป่าอนุรักษ์ 17 พื้นที่ติดต่อกันเป็นผืนเดียว แสดงคุณค่าของเขาอย่างชัดเจน


ทั้งกรมอุทยานฯ และเครือข่ายอนุรักษ์ท้องถิ่น มูลนิธิสืบนาคะเสถียร และ DANIDA ต่างมีความเห็นตรงกันว่า การจะรักษาระบบนิเวศของผืนป่านี้ให้คงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องทำงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยหลักการการจัดการอย่างมีส่วนร่วม ควบคู่ไปกับการจัดการเชิงระบบนิเวศ และมูลนิธิสืบนาคะเสถียรรับเป็นองค์กรร่วมดำเนินการจัดการอย่างมีส่วนร่วม หลังจากเสร็จสิ้นโครงการ WEFCOM ดำเนินงานภายใต้การสนับสนุนของ DANIDA ตั้งแต่ พ.ศ. 2548 - 2552

การจัดการอย่างมีส่วนร่วม คือ ต้องทำงานกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ ซึ่งลำดับต้นก็คือ ชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ภายใน หรือประชิดผืนป่าตะวันตกซึ่งจากรายละเอียดเมื่อได้ทำงานในพื้นที่ชุมชนแล้ว พบว่าในผืนป่าตะวันตกมีชุมชนอยู่ 129 ชุมชน อาจแบ่งชุมชนออกได้เป็น 5 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มกะเหรี่ยงดั้งเดิม กลุ่มกะเหรี่ยงที่รับวิถีเกษตรเชิงเดี่ยว กลุ่มไทยอีสาน กลุ่มไทยภาคกลาง กลุ่มม้ง โดยประมาณครึ่งหนึ่งของชุมชนในป่าเป็นกลุ่มกะเหรี่ยง ส่วนชุมชนประชิดขอบป่ามีอยู่กว่าร้อยชุมชน และมีวิถีชีวิตแตกต่างกันเช่นกัน

นอกจากงานข้างต้นแล้ว ยังมีงานเกี่ยวเนื่องที่มูลนิธิรับหน้าที่ในโครงการจอมป่านี้ เป็นต้นว่า งานประสานกับคณะกรรมการอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตก 6 จังหวัด (กอต.) และเครือข่าย งานให้การศึกษาเยาวชน งานสนับสนุนกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง (PAC) งานสนับสนุนการลาดตระเวนเชิงคุณภาพในส่วนที่ยังขาดการสนับสนุนกับองค์กรอื่น
.
.

จอมป่า
.
.
.

ด้วยภารกิจงานที่เพิ่มขึ้น ทำให้กำลังที่มูลนิธิสืบฯ มีอยู่ในช่วงเวลานั้นไม่เพียงพอ จึงขอบันทึกคั่นไว้หน่อยว่า ระยะเวลานี้เป็นช่วงที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียร เปิดรับเจ้าหน้าที่เข้ามาทำงานเป็นจำนวนมาก หากจำไม่ผิดมีเจ้าหน้าที่สูงถึงประมาณ 50 กว่าคน ตั้งเป็นทีมทำงานมีสำนักงาน 5 แห่งดูแลพื้นที่ประสานกับเจ้าหน้าที่อนุรักษ์และชุมชน ประกอบด้วยทีมประจำจังหวัดอุทัยธานี ทีมนครสวรรค์และกำแพงเพชร ทีมสุพรรณบุรี ทีมกาญจนบุรี และทีมอุ้มผาง

ในช่วง พ.ศ. 2553 – 2558 ผู้สนับสนุนโครงการ JoMPA – WEFCOM 2547 – 2558 เปลี่ยนจากรัฐบาลเดนมาร์ก (ซึ่งยุติการสนับสนุนโครงการในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2552 ไปสนับสนุนโครงการในประเทศพม่า) เป็นบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เพื่อใช้จ่ายในปี พ.ศ. 2553 – 2558 โดยทุนจากปตท.ใช้สนับสนุนกิจกรรมภาคราชการ และทุนจากไทยพาณิชย์ สนับสนุนงานชุมชน ซึ่งมีชื่อว่า โครงการชุมชนวิถีชีวิตเป็นมิตรกับผืนป่า

ผลลัพธ์โครงการ JOMPA สามารถอธิบายในรายละเอียดได้ ดังนี้

1. จัดทำฐานข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานในผืนป่าตะวันตก ได้ทำการสำรวจหมายแนวเขตพื้นที่ใช้ประโยชน์ของชุมชนอย่างมีส่วนร่วมที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยอมรับ และมีแผนที่แสดงกำกับแนวเขตรวมชุมชนทั้งหมด 129 ชุมชน มีการจัดตั้งคณะกรรมการชุมชนเพื่อร่วมลาดตระเวนรักษาแนวเขตและทำกิจกรรมอื่นๆ

2. ชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานประชิดขอบป่า ได้ร่วมกับมูลนิธิสืบนาคะเสถียร เสนอจัดตั้งป่าชุมชนกับกรมป่าไม้ มีป่าชุมชนทั้งสิ้น 144 ป่าชุมชน

3. ศูนย์เรียนรู้และบ้านเรียนรู้ ที่เจ้าของบ้านใช้ชีวิตตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรอินทรีย์ สวนสี่ชั้น สวนคนขี้เกียจ (บริโภคพืชพันธุ์ใดก็นำมาปลูกทีบ้าน เพราะขี้เกียจเข้าไปเก็บในป่า) ปลูกป่าครอบครัว เข้าไปเรียนรู้อยู่ในป่าตะวันตก กว่า 10 แห่ง

4. ผลักดันให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และอุทยานแห่งชาติ มีบุคลากรด้านงานชุมชน โดยรัฐทำหน้าที่รับผิดชอบประสานงานกับชุมชน และสร้างบุคลากรที่สามารถทำงานเป็นทีมวิทยากรกระบวนการ

5. สนับสนุนคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่คุ้มครอง (PAC) ให้ดำเนินตามภารกิจได้อย่างเข็มแข็งยั่งยืนมีประโยชน์โดยตรงต่อการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วม

การทำงานข้างต้นส่งผลสัมฤทธิ์ต่อกลไกการอนุรักษ์ผืนป่าอย่างเป็นรูปธรรมที่สำคัญ คือ เกิดสันติสุขในผืนป่าตะวันตก
.
.

จอมป่า
.
.
.

จากเดิมที่มีความขัดแย้งกันอยู่ระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่บริหารจัดการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติ และชาวชุมชน การ่วมกันหมายแนวเขตพื้นที่ใช้ประโยชน์ชุมชนและหารือวางกติกาเหล่านี้ทำให้ชุมชนและเจ้าหน้าที่เป็นมิตรกันมากขึ้น นำไปสู่ความร่วมมือจากชุมชนในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นรูปธรรมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่

สำหรับการดำเนินชีวิตตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียงสอดคล้องกับการดำเนินชีวิตเป็นมิตรกับผืนป่า ซึ่งวิถีชีวิตกะเหรี่ยงดั้งเดิมมีวิถีพอเพียงอยู่แล้ว เป็นต้นว่า การทำไร่หมุนเวียน หมอยาพื้นบ้าน สำหรับชุมชนม้งที่บ้านแม่กลองน้อย แม่กลองใหญ่ ก็กำลังเสนอทางเลือกจากของจริง คือ การทำสวนกาแฟควบคู่ไปกับไม้ยืนต้นแทยเกษตรเชิงเดี่ยวเช่นปลูกกะหล่ำปลี ปัจจุบันได้สมาชิกเพิ่มขึ้นโดยลำดับ รวมถึงการเพิ่มรายได้จากการตั้งกลุ่มทอผ้า ครบวงจรจนถึงหาตลาดให้ด้วย

จนถึงปัจจุบันโครงการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วมในผืนป่าตะวันตกได้ให้บทเรียนสำคัญว่าการประสานงานชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติ เป็นงานป้องกันระบบนิเวศถูกทำลาย อันเป็นหน้าที่โดยตรงของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติเช่นเดียวกับหน้าที่ปราบปราม รวมถึงชุมชนประชิดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติ ทางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติก็ต้องดูแลใกล้ชิดกัน โดยถือว่างานนี้มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่างานด้านอื่นๆ ของพื้นที่

การทำงานเป็นทีมระหว่างรัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน ชุมชน สู่เป้าหมายเดียวกัน คือ ความคงอยู่ของทรัพยากร ผืนป่า สัตว์ป่า และคนอยู่ได้โดยปกติสุขเป็นแนวทางที่เป็นไปได้ สุดท้ายการหมายแนวเขต (Land transaction) อย่างมีส่วนร่วม เป็นแนวทางที่ใช้ได้ และได้ประโยชน์จริง แต่ทั้งนี้ต้องดำเนินต่อเมื่อได้ทำงานร่วมกับชุมชนในระยะหนึ่งจนเข้าใจตรงกัน การหมายแนวเขตนี้จะต้องทำโดยผู้ปฏิบัติที่มีจริยธรรม คือ มิใช่การรู้เห็นให้ขยายที่ทำกินหรือยกที่ดินให้กับชุมชน แต่เป็นการแสดงแนวเขตที่เจ้าหน้าที่จะบริหารจัดการเพื่อมิให้ผืนป่าที่อยู่ติดกันถูกใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้นอีก ซึ่งจะทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพดำรงอยู่ได้

ทั้งบท WEFCOM และ JoMPA อาจดูเป็นทางการและมีความเป็นงานเชิงวิชาการมากไปเสียหน่อย ทั้งนี้ก็เพื่อให้เห็นรูปธรรมที่ชัดเจนของผลงานชิ้นสำคัญที่นำไปสู่การต่อยอดการอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตกในอีกหลายๆ โครงการที่จะกล่าวถึงในบทต่อๆ ไป
.

 


.
บทความโดย รตยา จันทรเทียร ประธานที่ปรึกษามูลนิธิสืบนาคะเสถียร
.

 

 

รับข่าวสาร