• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก ห้องสมุด ป่าไม้ พืชหายากและใกล้จะสูญพันธุ์ในประเทศไทยกับแหล่งที่อยู่ที่กำลังถูกคุกคาม

พืชหายากและใกล้จะสูญพันธุ์ในประเทศไทยกับแหล่งที่อยู่ที่กำลังถูกคุกคาม

อีเมล พิมพ์ PDF
ในปัจจุบันยังไม่มีการรวบรวมราย ชื่อพืชหายากและใกล้จะสูญพันธุ์ในประเทศไทย เนื่องจากการสำรวจพรรณพฤกษชาติของประเทศไทย (Flora of Thailand) เท่าที่ผ่านมายังไม่ทั่วถึง มีหลายท้องที่ที่นักสำรวจไม่สามารถเข้าไปได้ บางแห่งมีปัญหาผู้ก่อการร้าย เทือกเขาสูงชัน การคมนาคมเข้าไม่ถึง ฯลฯ พรรณพืชจำพวกที่มีท่อลำเลียง (vascular plants) ของไทยเท่าที่สำรวจพบ มีประมาณ 10,000 ชนิด คาดว่าเมื่อมีการสำรวจทางพฤกษศาสตร์และศึกษาทบทวนพันธุ์ไม้ต่อไป จำนวนพืชจะต้องเพิ่มขึ้น ดังจะเห็นได้จากเมื่อมีการสำรวจและเก็บตัวอย่างพันธุ์ไม้เฉพาะพื้นที่แบบต่อ เนื่อง มักจะพบพันธุ์ไม้ที่พบครั้งแรกของประเทศ (new record) หรือพันธุ์ไม้ชนิดใหม่ของโลก (new species) อยู่เนืองๆ ทั้งนี้เนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่ในภูมิภาคเขตร้อนชื้น พื้นที่อุดมไปด้วยป่าดงดิบซึ่งมีพรรณไม้อยู่หลากหลายชนิดขึ้นอยู่ในแหล่งที่ อยู่ (habitat) ต่างๆ กัน แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าปัจจุบันป่าธรรมชาติได้ถูกทำลายลงอย่างมหาศาล แหล่งที่อยู่ของพืชในระบบนิเวศน์ต่างๆย่อมถูกทำลายลงหรือเปลี่ยนสภาพไป เป็นผลให้พืชพรรณนานาชนิดซึ่งเป็นทรัพยากรของประเทศ ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ในวันข้างหน้า เสี่ยงต่อการถูกทำลายและสูญพันธุ์ไปก่อนที่จะได้นำมาใช้ประโยชน์อย่างมหาศาล ในการพัฒนาประเทศสืบไป

พืชหายากและใกล้จะสูญพันธุ์

เมื่อกล่าวถึงพืชหายากและใกล้จะสูญพันธุ์นั้น บางท่านอาจจะยังไม่เข้าใจถึงความหมายว่าพืชใดเป็นพืชหายากหรือพืชใดเป็นพืช ที่ใกล้จะสูญพันธุ์ จึงขอทำความเข้าใจโดยยกเอาคำจำกัดความที่ IUCN Plant Red Data Book ได้กำหนดพืชไว้ตามลำดับขั้นตอนต่างๆ ดังนี้ คือ

Extinct หมายถึง พืชที่สูญพันธุ์ไปแล้ว ยกตัวอย่างเช่น จากการศึกษาจากซากดึกดำบรรพ์ (fossils) ของพืชทางภาคเหนือของประเทศไทย โดย ดร. Seido Endo ชาวญี่ปุ่น ในปี ค.ศ. 1962 โดยศึกษาจากซากดึกดำบรรพ์ บริเวณอำเภอลี้ จังหวัดลำพูน พบพืชที่เป็นซากดึกดำบรรพ์ ซึ่งปัจจุบันไม่พบในไทยแล้วหลายชนิด ดังเช่น Alnus thaiensis (Betulaoeae), Sparganium thaiensis (Sparganiaceas) เป็นต้น พืช 2 ชนิดนี้ เป็นพืชในเขตอบอุ่น ซึ่งมีภูมิอากาศแตกต่างจากเขตร้อนอย่างสิ้นเชิง เมื่อสภาพภูมิอากาศเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันก็ย่อมทำให้พืชล้มหายตายจากสูญพันธุ์ไปได้

ในทางปฏิบัติแล้วพืชที่จัดอยู่ในลำดับนี้ เป็นพืชที่ค้นหาไม่พบแล้วในพื้นที่ที่เคยมีรายงานว่าพบพืชนี้ รวมทั้งบริเวณที่มีสภาพนิเวศน์คล้ายกับพื้นที่ที่พืชเคยปรากฏ ภายหลังจากที่ทำการสำรวจหลายครั้งหลายครา และยังรวมถึงพืชที่สูญพันธุ์ไปจากป่าธรรมชาติ แต่มีการนำมาปลูกไว้เพื่อการอนุรักษ์

Endangered หมายถึง พืชที่กำลังอยู่ในภาวะอันตรายที่ใกล้จะสูญพันธุ์ไปจากโลก หรือสูญพันธุ์ไปจากแหล่งที่มีการกระจายพันธุ์อยู่ หรือพืชที่ไม่น่าจะมีชีวิตอยู่ได้ถ้าอิทธิพลต่างๆ ที่เป็นสาเหตุให้พืชสูญพันธุ์ยังคงดำเนินต่อไป นอกจากนี้ยังรวมถึงพืชที่ลดจำนวนลงถึงขั้นวิกฤตหรือพืชที่แหล่งที่อยู่ถูก ทำลายหรือเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งจะเป็นเหตุทำให้พืชนั้นสูญพันธุ์ไปอย่างรวดเร็ว เช่น พลับพลึงธาร Crinum thaianum (Amaryllidaceae) เป็นพืชน้ำที่ขึ้นได้เฉพาะน้ำไหลและใสสะอาด มีหัวอยู่ในดินใต้น้ำ ดอกสีขาว ชูพ้นน้ำขึ้นมาเล็กน้อย พบที่คลองนาคา และคุระบุรี จ.ระนอง เนื่องจากมีการลักลอบตัดไม้เป็นการทำลายต้นน้ำลำธาร สภาพที่น้ำที่เคยใสซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่เดิมเปลี่ยนเป็นตะกอนโคลนตม เป็นการทำลายสภาพนิเวศน์เดิม ซึ่งน่าเป็นห่วงว่าจะสูญพันธุ์ไปในเวลาอันรวดเร็ว

Vulnerable หมายถึง พืชที่จะเข้าสู่สภาวะ endangered ในอนาคตอันใกล้ ถ้าอิทธิพลต่างๆ ที่เป็นสาเหตุที่ทำให้พืชสูญพันธุ์ยังคงดำเนินอยู่ พืชนี้จะสูญพันธุ์ไปจากโลกหรือสูญพันธุ์ไปจากแหล่งการกระจายพันธุ์ รวมถึงพืชที่จำนวนประชากรลดลงเนื่องจากเหตุต่างๆ เช่น การนำมาใช้ประโยชน์อย่างมากมายมหาศาล การทำลายแหล่งที่อยู่ของมันอย่างรุนแรงหรือจากอิทธิพลทางธรรมชาติอื่นๆ โดยพืชพวกนี้ยังไม่ได้มีการดำเนินการเพื่อการอนุรักษ์อย่างจริงจัง ได้แก่ กล้วยไม้หลายชนิด (Orchidaceae) ที่เป็นพันธุ์พื้นเมืองของไทย เช่น รองเท้านารีดอกขาว Paphiopedilum niveum, รองเท้านารีปีกแมลงปอ P.sukhakuluil, เอื้องฟ้ามุ่ย Vanda coerulea, เอื้องสามปอยดง V. denisoniana, เอื้องแซะหลวง Dendrobium scabrilingue, เอื้องไม้ตึง D. tortile เป็นต้น กล้วยไม้เหล่านี้และยังมีอีกหลายชนิดที่พร้อมจะเข้าสู่ภาวะ endangered species ได้ทุกเวลา เนื่องจากได้มีการเก็บกล้วยไม้เพื่อการค้ากันอย่างมากมาย นอกจากนี้ยังมีการลักลอบส่งเป็นสินค้าออก เพราะกล้วยไม้ไทยนี้ได้ชื่อในเรื่องของความสวยงาม อีกทั้งกล้วยไม้ส่วนใหญ่จะเป็นพืชอาศัยบนไม้ใหญ่ เมื่อมีการตัดฟันไม้เพื่อใช้ประโยชน์ไม่ว่าจะถูกต้องตามกฏหมายหรือเป็นการ ลักลอบก็ตามย่อมเป็นการทำลายแหล่งที่อยู่ของพืช ซึ่งถ้าไม่มีการวางแผนอนุรักษ์แล้วเชื่อว่ากล้วยไม้เหล่านี้จะเข้าสู่สภาวะ การเป็น endangered species ได้ในอนาคตอันใกล้

Rare หมายถึง พืชหายาก เป็นพืชที่มีจำนวนประชากรขนาดเล็ก ซึ่งยังไม่ได้อยู่ในขั้น endangered หรือ vulnerable ในขณะนี้ แต่มีความเสี่ยงที่จะเป็น endangered หรือ vulnerable ได้ พืชพวกนี้มักจะขึ้นอยู่ในท้องที่ที่มีลักษณะจำกัดทางสภาพภูมิศาสตร์ เช่น เป็นพืชท้องถิ่น (endernic) อยู่บนเกาะเล็กๆ หรือยอดเขาใดยอดเขาหนึ่ง พืชหายากจะมีการกระจายพันธุ์ไม่หนาแน่นในแนวการกระจายพันธุ์ พืชหายากไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็น endangered เสมอไป เป็นเพียงพืชที่เราทราบจำนวนที่มันมีอยู่ว่ามันมีอยู่จำนวนน้อยเมื่อเทียบกับพืชอื่น อาจจำกัดอยู่ในพื้นที่แคบๆ ในขณะเดียวกันมันก็สามารถดำรงชีวิตสืบพันธุ์อยู่ได้ในบริเวณนั้น สามารถแก่งแย่งกับพืชอื่น ทนต่อสภาวะแวดล้อมทั้งทางภูมิอากาศและภูมิศาสตร์ได้เป็นอย่างดี พืชที่เราเพิ่งสำรวจพบว่าหายากในปัจจุบัน อาจจะมีแนวโน้มที่จะมีแนวการแพร่กระจายไปกว้างขึ้น ในทางกลับกันพืชที่มีการกระจายพันธุ์อย่างกว้างขวางอาจจะเป็นพืชหายากต่อไปในเวลาข้างหน้า หรือพืชชนิดหนึ่งอาจเป็นพืชหายากในท้องถิ่นหนึ่ง แต่อีกท้องถิ่นหนึ่งกลับมีการกระจายพันธุ์อย่างกว้างขวางก็เป็นได้ เช่น พืชที่ขึ้นอยู่ในสภาพที่เป็นโขดหิน หรือพืชที่ขึ้นในที่มีความชื้นมากๆ ในป่าดิบเขา เป็นต้น

แหล่งที่อยู่พืชที่กำลังถูกคุกคาม

ปัจจัยที่ทำให้พืชเข้าสู่ภาวะใกล้จะสูญพันธุ์ ก็เนื่องมาจากแหล่งที่อยู่ของพืช ตลอดจนแนวการกระจายพันธุ์พืชถูกคุกคามหรือทำลายเปลี่ยนแปลงไป ทั้งนี้เกิดขึ้นจากตัวการธรรมชาติหรือไม่ก็มนุษย์เป็นผู้กระทำขึ้นเสียเป็น ส่วนใหญ่ แหล่งที่อยู่ดังกล่าวอยู่ในสภาพป่าต่างๆ กัน พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ค่อนข้างเปราะบางเมื่อถูกรบกวน สภาพสังคมพืชจึงเปลี่ยนไปได้ง่าย พื้นที่ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้อาจกล่าวได้ว่า เป็นพื้นที่วิกฤตต่อการดำรงอยู่ของพรรณพืช เสี่ยงต่อการถูกทำลายและสูญพันธุ์ได้ง่าย พื้นที่เหล่านี้ ได้แก่

ป่าพรุ (Peat Swamp Forest)
ป่าพรุเป็นสังคมพืชป่าไม้ที่ไม่ผลัดใบอีกแบบหนึ่ง เกิดจากอิทธิพลของสภาพื้นดิน(edaphic factor) ที่มีน้ำจืดขังติดต่อกันชั่วนาตาปี มีไม้ต้นขนาดใหญ่น้อยชนิดต่างๆ ลดหลั่นกันลงมาเป็นชั้นๆ พืชชั้นล่างมีพรรณไม้ชนิดต่างๆ ขึ้นหนาแน่น เมื่อพื้นที่ป่าถูกรบกวน มีการระบายน้ำออกจากพรุออกสู่แม่น้ำและทะเล ทำให้ป่าพรุเสื่อมสภาพลง ดินพรุยุบตัวและแห้งในฤดูแล้ง เป็นเชื้อเพลิงอย่างดี สังคมพืชเปลี่ยนสภาพเป็นป่าเสม็ด ป่าเสม็ดที่ปรากฏทั่วไปบนพื้นที่อันกว้างขวางทางภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทย เป็นลักษณะของป่าพรุที่เสื่อมสภาพแล้ว (secondary vegetation type) เนื่องจากสังคมพืชป่าพรุดั้งเดิม (primary peat swamp forest) ถูกทำลายหรือรบกวนอย่างหนักติดต่อกัน เป็นเหตุให้พรรณพฤกษชาติดั้งเดิมของป่าพรุซึ่งประกอบด้วยพรรณไม้ยืนต้นใหญ่น้อยหลายหลากชนิด เปลี่ยนสภาพไปเป็นสังคมพืชป่าเสม็ด ซึ่งจัดเป็นสังคมไม้ยืนต้นประเภทวัชพืช มีพรรณไม้เด่นเพียงไม่กี่ชนิด

สังคมพืชป่าพรุในประเทศไทยที่ยังคงสภาพเป็นป่าไม้ใหญ่ผืนเดียวติดต่อกัน ปัจจุบันเหลืออยู่เฉพาะในเขตอำเภอตากใบต่อเขตสุไหงปาดี และอำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส เท่านั้น และเนื้อที่ป่าผืนนี้กำลังลดลง เนื่องจากการบุกรุกของราษฎรและการพัฒนาพื้นที่พรุของทางราชการ เพื่อจุดมุ่งหมายหลักในการจัดการใช้ประโยชน์ที่ดินของพื้นที่พรุให้ได้ ประโยชน์มากที่สุด โดยมิได้จำกัดขอบเขตการพัฒนาเฉพาะพื้นที่ป่าพรุที่เสื่อมสภาพหรือพื้นที่พรุ เสม็ดเท่านั้น แต่ได้มีผลกระทบต่อป่าพรุดั้งเดิม ได้แก่ การระบายน้ำจากป่าพรุออกสู่ทะเล เท่ากับเป็นการทำลายดุลยภาพระบบนิเวศน์ของป่าพรุโดยสิ้นเชิง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเสื่อมโทรมของสภาพป่าและสภาวะแวดล้อม จนทำให้ป่าพรุหมดสภาพกลายเป็นป่าเสม็ดไปในที่สุด

ป่าพรุเป็นแหล่งพันธุกรรมของพันธุ์ไม้ที่หายากหลายชนิดในประเทศไทย อาทิเช่น พันธุ์ไม้วงศ์มะม่วง (Anacardiaceae) ได้แก่ ขี้หนอนพรุ Campnosperma Coriaceum รัก Melanochyia bracteata พันธุ์ไม้วงศ์ล้าน (Dilleniaceae) ล้านติด Dillenia exceise, ล้านน้ำ D. pulchella, พันธุ์ไม้วงศ์ไม้เลือดม้า ได้แก่ เลือดควายใบเล็ก Gymnacranthera eugeniifolia var. griffithil เลือดควายใบใหญ่ Horsfieidia crassifolia พันธุ์ไม้วงศ์บอน (Araceae) ได้แก่ ริ้วเงิน Aglaonema marantifolium พันธุ์ไม้วงศ์ตีนเป็ด (Apocynaceae) ได้แก่ ตีนเป็ดพรุ Alstonia pneumatophora ฯลฯ

ป่าบึงน้ำจืด (Fresh Water Swamp Forest)
ป่าบึงน้ำจืดเป็นป่าที่มีสภาพน้ำท่วมขังเป็นเวลานานหรือตลอดปี มักเกิดเป็นหย่อมเล็กหย่อมน้อยทั่วๆ ไปตามสถานที่ที่สามารถอำนวยให้ ซึ่งเกิดจากน้ำฝนและน้ำซับที่หาทางออกไม่ได้จึงเกิดภาวะน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน โดยสภาพพื้นที่ที่เอื้ออำนวยแก่การพักพิงอาศัยและการปลูกพืชเกษตร จึงดึงดูดประชาชนเข้าบุกรุกจับจองเป็นที่ทำมาหากินและตั้งบ้านเรือนกันอยู่เป็นจำนวนมาก ในการเข้าครอบครองพื้นที่จะต้องมีการแผ้วถางพันธุ์ไม้ที่มีอยู่เดิมออก เปลี่ยนสภาพจากป่าที่เขียวชอุ่มเป็นทุ่งโล่ง ปลูกพืชเกษตรต่างๆ เช่น ข้าว ผัก ละหุ่ง อ้อย มันสำปะหลัง ฯลฯ พันธุ์ไม้ดั้งเดิมหลายชนิด เช่น จันกะพ้อ Vatica diospyroides กลับกลายเป็นไม้หายาก หรือพันธุ์ไม้บางชนิดต้องสูญพันธุ์ไปก่อนที่จะมีการสำรวจพบ

ป่าบึงน้ำจืดเคยมีอยู่มากตามที่ราบลุ่มฝั่งแม่น้ำในภาคกลาง เช่น แม่น้ำเจ้าพระยา แต่ปัจจุบันป่าบึงน้ำจืดที่เป็นผืนใหญ่พอมีเหลืออยู่บ้างตามริมฝั่งแม่น้ำตาปี เช่น ป่าบึงหนองทุ่งทอง ซึ่งปัจจุบันเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองทุ่งทอง อำเภอเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี และป่าบึง ทะเลน้อย จึงหวัดพัทลุง เป็นต้น

ป่าบึงน้ำจืดที่มนุษย์ไม่ค่อยเข้าไปรบกวน จะเป็นแหล่งที่พักอาศัยที่หากินของสัตว์ป่าทุกชนิด ในน้ำจะอุดมไปด้วยสัตว์น้ำ สัตว์เลื้อยคลานต่างๆ ถ้ามนุษย์ไม่ทำลาย ช่วยกันป้องกันรักษาไว้ ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากป่าบึงน้ำจืดได้โดยไม่มีที่สิ้นสุด

ป่าชายเลน (Mangrove Forest)
ป่าชายเลนเป็นป่าที่น้ำทะเลท่วมถึง มักพบตามชายฝั่งทะเลที่เป็นแหล่งสะสมของดินเลนทั่วไป เป็นป่าที่มีพืชพันธุ์ค่อนข้างน้อยชนิดและขึ้นเป็นกลุ่มก้อน พันธุ์ไม้หลักคือ ไม้โกงกาง (วงศ์ Rhizophoraceae) นอกนั้นก็มีพวกแสม (Avicennia officinalis) ลำพูลำแพน (Sonneratia spp.) พวกไม้ถั่ว ประสัก หรือพังกา (Bruguiera spp.) พวกโปรง (Ceriops sp.) ไม้ฝาด (Lumnitzera spp.) ฯลฯ

สังคมป่าชายเลนนับว่าเป็นสังคมพืชที่ค่อนข้างไวต่อผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมอันอาจเกิดจากการถ่ายเทน้ำไม่สะดวก ดินเลนลดน้อยลง ลักษณะของชายฝั่งเปลี่ยนแปลงหรือการผันแปรของสภาพภูมิอากาศ

รูปแบบของการทำลายป่าชายเลน มีด้วยกัน 4 ประการ กล่าวคือ ประการแรก การเปลี่ยนสภาพป่าชายเลนเป็นที่ตั้งบ้านเรือน โรงงานอุตสาหกรรม การสร้างท่าเรือ แพปลา และการตัดถนน ประการที่สอง การเปลี่ยนแปลงสภาพป่าชายเลนเป็นที่เลี้ยงสัตว์ทะเล เช่น การทำนากุ้งและการเลี้ยงปลา และการทำนาเกลือ ประการที่สาม คือ การทำเหมืองแร่ในบริเวณป่าชายเลน และประการสุดท้าย ได้แก่ การตัดไม้เกินกำลังของป่า การเปลี่ยนแปลงป่าชายเลนในรูปแบบต่างๆ กันนี้ ทำให้เนื้อที่ป่าชายเลนได้ลดลงอย่างมาก

เมื่อพื้นที่ป่าชายเลนถูกทำลาย พันธุ์ไม้หลักของป่าชายเลนก็จะสูญหายไปจากท้องที่ได้ง่าย พันธุ์ไม้ป่าบกก็จะรุกเข้าไปแทนที่ มีพันธุ์ไม้ป่าชายเลนหลายชนิดที่กำลังถูกคุกคามและหายากขึ้นทุกที เช่น ใบพาย Aegialitus rotundifolia เมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว เคยพบเพียงไม่กี่ตัวอย่างบริเวณร่องน้ำในเขตป่าชายเลนบริเวณหาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต แต่ปัจจุบันป่าชายเลนบริเวณนี้ได้ล้มตายไปหมดแล้ว จากการเปิดพื้นที่เป็นสถานที่ตากอากาศ จึงคงเหลืออยู่ที่เกาะตะรุเตา จังหวัดสตูล เพียงแห่งเดียว นอกจากนี้กล้วยไม้บางชนิดที่สามารถขึ้นได้ในสภาพป่าชายเลนก็หายากเข้าทุกที่ อาทิเช่น รองเท้านารีดอกขาว Paphiopedilum niveum รองเท้านารีเหลืองกระบี่ P. exul เอื้องฝาหอย P. godefroyae เป็นต้น


สังคมพืชบนพื้นน้ำ (Riverine Plant Community)
สังคมพืชบนพื้นน้ำบางแห่งต้องการพื้นที่ที่บริสุทธิ์ไม่มีผลกระทบจากการพัฒนา เช่นต้องการแหล่งน้ำที่ใสสะอาด มีน้ำไหลต่อเนื่องตลอดปี ไม่มีตะกอนขุ่นข้นในฤดูฝน แต่เป็นที่ทราบกันดีว่า สังคมพืชบนพื้นน้ำของไทยได้รับผลกระทบจากการทำลายป่าต้นน้ำลำธารเสมอไม่มาก ก็น้อย จนหลายแหล่งไม่เหลือสภาพสังคมพืชบนพื้นน้ำเอาไว้เลย ยกตัวอย่างเช่น พลับพลึงธาร Crinum thaianum (Arnaryllidaceae) เข้าสู่ endangered species เป็นพืชน้ำที่ขึ้นได้เฉพาะน้ำไหลและใสสะอาด มีหัวอยู่ในดินใต้น้ำ ดอกสีขาวชูพ้นน้ำขึ้นมาเล็กน้อย พบที่คลองนาคา จังหวัดระนอง เนื่องจากมีการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าต้นน้ำลำธาร สภาพน้ำที่เคยใสซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่เดิมเปลี่ยนเป็นตะกอนโคลนตม เป็นการทำลายสภาพนิเวศน์เดิมซึ่งเป็นห่วงว่าจะสูญพันธุ์ไปในเวลาอันรวดเร็ว เพราะพืชพวกนี้จะไวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมมาก นอกจากนี้มีพวกอุตฟิดหิน Cryptocoryne costata, C. tonkinensis (Araceae) เป็นต้น

พื้นที่ภูเขาหินปูน (Limestone Vegetation)
เขาหินปูนที่มีลักษณะเป็นเอกลักษณ์ คือ มีลักษณะที่ผิดกว่าใครๆ ทั้งหมด คือ ดอยเชียงดาว สูง 2,112 เมตร สังคมพืชบนยอดเขาและสันเขาดอยเชียงดาว เป็นสังคมพืชกึ่งอัลไพน์ (subalpine vegetation) ประกอบด้วยพืชล้มลุกและไม้พุ่มขนาดเล็กเป็นส่วนใหญ่ มีไม้ต้นน้อยชนิดขึ้นห่างๆ กระจัดกระจาย ดอยเชียงดาวอุดมด้วยพรรณพฤกษชาติ เขตร้อน (tropical), กึ่งเขตร้อน (sub-tropital) และเขตอบอุ่น มีสังคมพืชที่แตกต่างกันตามความสูงจากระดับน้ำทะเล ได้แก่ สังคมป่าดิบแล้ง (semi-evergreen forest), สังคมพืชป่าเบญจพรรณ (mixed deciduous forest), สังคมพืชป่าดิบเขา (lower montane forest), สังคมพืชป่าก่อ-สนเขา (sak-pine forest) และสังคมพืชกึ่งอัลไพน์ (subalpine vegetation) ที่บริเวณยอดเขาและสันเขา พรรณไม้ที่มีท่อลำเลียงน้ำและอาหารของสังคมพืชระดับต่างๆ ของดอยเชียงดาวมีประมาณ 109 วงศ์, 377 สกุล, 570 ชนิด ดอยเชียงดาวจึงเป็นแหล่งรวมพรรณพืชที่มีคุณค่าต่อการศึกษาทางพฤกษศาสตร์ และพฤกษ-ภูมิศาสตร์ ตลอดจนสังคมพืชที่มีความงาม

ปัจจุบัน พื้นที่ระดับสูงเกือบทั้งหมดถูกบุกรุกทำลายเปลี่ยนเป็นไร่เลื่อนลอยของชาว เขา ถึงแม้ได้มีการประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า แต่ยังไม่สามารถป้องกันการบุกรุกทำลายป่า เผาไร่ เพื่อทำการปลูกฝิ่นของชาวเขาได้ ทำให้สภาพสังคมพืชและพรรณพฤกษชาติบนพื้นที่ระดับสูงหลายแห่งเปลี่ยนแปลงไป อย่างมาก ทั้งที่ก็ถูกไฟรบกวนอยู่เป็นประจำ ทำให้สังคมพืชบางตอนปกคลุมด้วยวัชพืช ได้แก่ สาบแมว Eupatorium denophorum (Compositae) พรรณไม้หลายชนิดบนยอดเขาและตามสันเขาที่เคยสำรวจพบ ตั้งแต่เริ่มงานสำรวจพฤกษศาสตร์บนดอยเชียงดาวตั้งแต่ปี พ.ศ. 2447 เป็นต้นมา ได้สาบสูญหรือพบน้อยมากในปัจจุบัน ได้แก่ พรรณไม้เขตอบอุ่นและอัลไพน์หลายชนิดที่เป็นพรรณไม้ประจำถิ่น (endernic species) พบขึ้นบนดอยเชียงดาวเท่านั้น เช่น คำปองหลวง Clematis wattil, Delphinium altissimum var. siamensis, Thalictrum calcicolum, T. siamensis (Ranunculaceae), Geranium lamberti ssp. siamensis (Geraniaceae), Primula slamensis (Primulaceae) ฯลฯ สาเหตุสำคัญประการหนึ่ง เนื่องจากระยะออกดอก ผล และเมล็ดประจำปีของพรรณไม้สังคมพืชกึ่งอัลไพน์ อยู่ในช่วงเวลาอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุด ระหว่างเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนมกราคม อันเป็นระยะเวลาเดียวกับที่ชาวเขาทำการจุดไฟเผาไร่ การแพร่พันธุ์ (dispersal) ของพรรณไม้เหล่านี้จึงมีขีดจำกัด หรือไม่สามารถจะแพร่พันธุ์ในฤดูกาลที่ถูกไฟรบกวนนั้นได้ อีกทั้งพื้นดินที่ร่วนซุย เมื่อปราศจากสิ่งปกคลุมภายหลังจากการเผาไร่จึงถูกชะล้างได้ง่าย ทำให้ดินและหินบนที่ลาดชันพังทะลายต่อเนื่องกัน ส่งผลกระทบไปถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพสังคมพืชอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกจากนี้เขาหินปูนยังมีกระจายอยู่ทั่วไปทางภาคใต้ของไทยและประเทศมาเลเซีย มีพืชบนเขาหินปูนหลายชนิดที่สภาพนิเวศน์ของมันล่อแหลมต่อการทำอันตรายจากน้ำมือมนุษย์ โดยไม่อาจหาสภาพนิเวศน์อื่นๆ มาทดแทนได้ เช่น ที่เขาพระราหู จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีปาล์มชนิดหนึ่งชื่อว่า หมากพระราหู Maxburretia fortaeoana เป็นพืชเฉพาะถิ่น ขึ้นอยู่ตามสันเขาและหน้าผา ปัจจุบันจัดเป็นพืชที่ใกล้จะสูญพันธุ์ เนื่องจากมีการระเบิดเขาหินปูน เพื่อนำหินมาใช้ในการก่อสร้างหรือระเบิดเพื่อทำเหมือง บางครั้งมีไฟลุกลามขึ้นไปจากการเผาไร่เพื่อเตรียมพื้นที่ปลูกของราษฎร เป็นการทำลายแหล่งที่อยู่ของพืช พืชจึงเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

พื้นที่ภูเขาสูง (Vonta’e Vegetation)
บนภูเขาสูงของไทย เช่น ดอยอินทนนท์ ดอยสุเทพ ดอยปุย สภาพพื้นที่มีทั้งที่เป็น lower montane rain forest (1,000-1,800 เมตร) และ upper montane rain forest (1,800-2,565 เมตร) โดยเฉพาะ upper montane rain forest เป็นสังคมพืชที่ค่อนข้างวิกฤติและเปราะบางเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากมีการตัดโค่นไม้ทำลายป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเผาป่าซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี การทำถนนผ่านขึ้นไปบนภูเขา ทำให้ต้นไม้ใหญ่ถูกระทบกระเทือน กลุ่มต้นไม้ขนาดใหญ่ๆ จะยืนต้นตายเป็นแถบๆ เนื่องจากอิทธิพลเหล่านี้

พวกไม้พื้นล่าง เช่น filmy ferns ซึ่งเป็นพวกเฟิร์นที่หายากและสูญพันธุ์ได้ง่ายที่สุด หากสภาพแวดล้อมได้รับความกระทบกระเทือนเพียงเล็กน้อย เติบโตได้เฉพาะในป่าดิบชื้น หรือป่าดิบเขาที่สภาพบรรยากาศชุ่มไปด้วยไอน้ำเกือบตลอดปี ใบของเฟิร์นพวกนี้หนาเพียงเซลล์เดียวต่อกันเท่านั้น ซึ่งจะระเหยน้ำออกไปได้ง่ายจากผิวใบ ดังนั้นจึงสามารถดูดไอน้ำจากอากาศเข้าไปตามผิวใบได้ด้วย หากขาดน้ำมันจะห่อใบหดตัว พบมากตามกิ่งไม้ โขดหิน ข้างลำธาร พบบนป่าดิบเขาสูงกว่า 2,000 เมตร ยอดดอยอินทนนท์ เมื่อสภาพแวดล้อมถูกทำลายโดยการโค่นต้นไม้ใหญ่ลง จะเป็นผลทำให้จำนวนเฟิร์นชนิดนี้และอีกหลายชนิด ตลอดจนพวกกล้วยไม้และพันธุ์ไม้อีกหลายชนิดสูญหายไป

นอกจากนี้ตามใต้ร่มเงาของไม้ใหญ่ในป่าดิบเขาสูงนี้ มีพันธุ์ไม้ชนิดหนึ่งที่หายากเป็นพวกกาฝากรากของพืชอื่น (root parasitic plant) คือ กระโถนพระฤาษี Sapria himalayana (Rafflesiaceae) ซึ่งพบตามพื้นป่า เป็นพืชที่ไม่มีใบที่แท้จริง แต่มีดอกสีแดงอมส้มที่สะดุดตา มักจะงอกอยู่เฉพาะบนรากของพืชอาศัย (host) ซึ่งเป็นเถาวัลย์ได้เพียง 2 ชนิด คือ Parthenocissus himalayane และต้นเครือเขาน้ำ Tetrastigma cruciatum (Vitidaceae) เนื่องจากกระโถนพระฤาษีเป็นพืชเบียน (parasite) ที่ต้องอาศัยพืชอาศัยจำกัดชนิด เหตุการณ์ในปัจจุบันพื้นที่ป่าบนดอยสุเทพและดอยอินทนนท์ ถูกบุกรุกเปลี่ยนเป็นไร่เลื่อนลอยและจุดประสงค์อื่นๆ จึงทำให้พืชอาศัยของกระโถนพระฤาษีก็ถูกจำกัดไว้เป็น endangered species ด้วย ยิ่งกว่านั้นพืชชนิดนี้ยังให้ดอกสีส้มสวยสะดุดตา เป็นที่ต้องตาต้องใจแก่นักเก็บพันธุ์ไม้และผู้พบเห็น ซึ่งเป็นการเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ได้ในอนาคต

ถึงแม้ปัจจุบันพื้นที่อนุรักษ์หลายแห่งได้ครอบคลุมสังคมพืชป่าดิบเขาที่สำคัญไว้ โดยการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เช่น อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ดอยปุย ในจังหวัดเชียงใหม่ อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาน ในจังหวัดลำปางและลำพูน หรือประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยเชียงดาว ในจังหวัดเชียงใหม่ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยผาช้าง ในจังหวัดพะเยาและน่าน และบางแห่งอยู่ในหน่วยปรับปรุงต้นน้ำของกองอนุรักษ์ต้นน้ำ กรมป่าไม้ แต่การทำลายป่าดิบเขาในช่วงความสูง 1,000-1,800 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล โดยการทำไร่เลื่อนลอยเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง และจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องหาทางอนุรักษ์ไว้ให้ได้ในอนาคต

ป่าดิบชื้นในที่ราบลุ่ม (Lowland Rain-Forest)
ป่าดิบชื้นส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม พื้นดินอุดมสมบูรณ์ไปด้วยปุ๋ย แร่ธาตุต่างๆ จึงกลายเป็นสิ่งล่อใจให้คนเข้าไปครอบครองแผ้วถางเพื่อปลูกพืชเกษตร เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ฯลฯ ดังจะเห็นได้ทั่วๆ ไป ตามภาคตะวันออกเฉียงใต้และภาคใต้ ในปัจจุบันมีการตัดไม้เกินกำลังและเพื่อปลูกพืชเกษตร ทำให้สมดุลธรรมชาติในท้องที่นั้นเปลี่ยนแปลงในทันที ทำให้อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงเร็ว ความชุ่มชื้นและความอุดมสมบูรณ์ของดินลดน้อยลง การดูดซึมน้ำของดินเสื่อมลง พอหลายปีเข้าผลผลิตทางเกษตรที่เคยได้สูงในปีแรกๆ ก็ลดลงๆ จนในที่สุดผลผลิตได้ไม่คุ้มกับการลงทุน นอกจากนี้ป่าดิบชื้นยังหมดไปด้วยการทำเขื่อนกักเก็บน้ำ อ่างเก็บน้ำ ทำที่อยู่อาศัยที่เป็นชุมชนขนาดใหญ่ ตลอดจนทำทางคมนาคม ในการสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำแต่ละแห่ง ป่าดิบชื้นต้องเสียเนื้อที่ไปคราวละหลายหมื่นหลายแสนไร่ นอกจากเสียพื้นที่ป่าเพื่อใช้เป็นที่เก็บกักน้ำแล้ว บริเวณเหนือเขื่อน ใต้เขื่อน รอบๆ เขื่อน ยังกลายเป็นชุมชนอยู่อาศัยมากขึ้น ทำไร่ทำนากันมากขึ้น ซึ่งเป็นตัวการทำให้ป่าลดน้อยลง

สภาพป่าดิบชื้นเมื่อถูกทำลายไปแล้วจะเกิดเป็นพื้นที่โล่ง หน้าดินหรือปุ๋ยอินทรีย์สูญเสียไปเป็นจำนวนมาก จะต้องใช้เวลาอีกยาวนานที่ป่าจะกลับเป็นป่าดิบชื้นตามเดิม ทั้งนี้เนื่องจากพันธุ์ไม้ในป่าดิบชื้นมีจุดอ่อนคือ ไม่ยอมออกดอกผลทุกปีเหมือนเช่นพันธุ์ไม้ป่าประเภทอื่นๆ จะออกดอกผลปีหนึ่งก็จะเว้นไปหนึ่งหรือสองปีถึงจะออกใหม่ ฉะนั้นกล้าไม้หรือลูกไม้จึงขาดความต่อเนื่องเท่าที่ควร เมื่อเกิดวาตภัยหรือภัยจากมนุษย์ ทำให้ต้นไม้ชั้นสูงต้องล้มตายลงไปมากและเป็นบริเวณกว้าง ลูกไม้ที่พอมีอยู่บ้าง เมื่อถูกแสงแดดจัดก็จะตายตามไปอีก เมล็ดที่จะงอกใหม่ก็ไม่มี เพราะต้นแม่ไม่ได้ออกทิ้งไว้ในปีนั้น จึงเกิดพื้นที่โล่งและหน้าดินหรือปุ๋ยอินทรีย์สูญเสียไปเป็นจำนวนมาก เป็นหน้าที่ของไม้เบิกนำต้องเข้ามาทดแทน แต่เนื่องจากพื้นดินไม่อุดมสมบูรณ์ การจะชักเอาพันธุ์ไม้ป่าดิบชื้นเข้าไปใหม่จึงค่อนข้างยาก ในช่วงนี้สภาพป่าก็จะเปลี่ยนแปลงไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งจะเห็นได้จากสภาพป่าบางแห่งในภาคใต้ของไทยเวลานี้ นอกจากนี้ยังมีตัวแปรที่สำคัญ คือ มนุษย์และความผันผวนของลมมรสุม มีการเข้าไปแผ้วถางซ้ำเติมทำลายไม้เบิกนำและพันธุ์ไม้ทดแทนอื่นๆ เพื่อเอาพื้นที่มาปลูกพืชเกษตรเข้าครอบครองพื้นที่ ฝนที่เคยตกชุกก็แห้งแล้ง อันเป็นเหตุให้พันธุ์ไม้ของป่าดิบชื้นหลายชนิดซึ่งเป็นพืชหายาก มีจำนวนประชากรอยู่น้อย ต้องเข้าใกล้สู่สภาวะการสูญพันธุ์หรืออยู่ในอัตราเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ไปในอนาคต เช่น ปาล์มหลังขาว Kerriodoxa elegans เป็นพืชเฉพาะถิ่นของป่าดิบชื้นทางภาคใต้ พบที่เขาพระแทว จังหวัดภูเก็ต, กันภัย Afgekia mahidolae ดอกดิน Burmannia coelestris นอกจากนี้พันธุ์ไม้หลักของป่าดิบชื้นบางชนิดก็ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายๆ ด้าน เช่น เฟิร์นข้าหลวงหลังลาย Asplenium nidus, กฤษณา aquilaria crassana, ไม้หอม A. malaccensis ฯลฯ

แนวทางการอนุรักษ์พืชหายากและใกล้จะสูญพันธุ์

แนวทางการอนุรักษ์พืชหายากและใกล้จะสูญพันธุ์นั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะต้องดำเนินการ คือ การเร่งศึกษาพรรณพฤกษชาติของประเทศไทย (Flora of Thailand) ให้เสร็จสมบูรณ์ ซึ่งข้อมูลนี้ไม่ใช่บอกเพียงลักษณะของพืชแต่ละชนิด แต่จะรวมถึงการกระจายพันธุ์ของพืชในสภาพป่าชนิดต่างๆ อีกทั้งข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนประชากรของพืชที่ปรากฏ พืชใดเป็นพืชเฉพาะถิ่น (endernic species) ฯลฯ ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรพืชของประเทศ การสำรวจพันธุ์ไม้ของไทยเท่าที่ผ่านมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน พบพันธุ์ไม้มีท่อลำเลียงอาหารอยู่ประมาณ 10,000 ชนิด ซึ่งเชื่อว่ามีพันธุ์ไม้อยู่อีกหลายชนิดที่ยังสำรวจไม่พบ เนื่องจากมีอยู่หลายพื้นที่ที่นักสำรวจเข้าไปไม่ถึง เช่น พื้นที่บริเวณแนวต่อระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงอันตราย บนเทือกเขาสูงชัน ถิ่นทุรกันดาร การคมนาคมเข้าไม่ถึง บริเวณเหล่านี้ถ้าได้ทำการสำรวจอาจพบพันธุ์พืชหายาก ซึ่งสามารถขึ้นได้เฉพาะสภาพนิเวศน์นั้นๆ เท่านั้น และเมื่อสภาพนิเวศน์นั้นๆ ถูกทำลายไป ไม่ว่าจะโดยอิทธิพลทางธรรมชาติหรือมนุษย์เป็นผู้กระทำขึ้น พืชเหล่านี้อาจจะสูญพันธุ์ไปเสียก่อนที่จะมีผู้ใดค้นพบก็เป็นได้ เช่น ตามภูเขาสูง มีชาวเขาอพยพเข้าไปอาศัยอยู่ พื้นที่ที่ปกคลุมไปด้วยพืชพันธุ์นานาชนิดจะถูกทำลายอยู่ตลอดเวลา เพื่อทำเป็นพื้นที่ในการเพาะปลูก ทำไร่เลื่อนลอย ในการขุดรากถางพงแต่ละครั้งเป็นการทำลายสภาพนิเวศน์ของพืชทั้งสิ้น การอนุรักษณ์พืชที่กำลังจะสูญพันธุ์จึงเป็นเรื่องที่จะต้องนำมาพิจารณาในการจัดทรัพยากรธรรมชาติ และการวางแผนใช้ประโยชน์ไม้ ในประเทศไทยถึงแม้ว่าไม่เคยมีการศึกษาค้นคว้าพืชที่ใกล้จะสูญพันธุ์อย่างจริงจัง แต่คาดว่ามีพืชเป็นจำนวนไม่น้อยที่สูญหายไปจากถิ่นกำเนิดดั้งเดิม

การอนุรักษ์ทรัพยากรพืชจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อเก็บรักษาพันธุ์พืชที่กำลังจะสูญพันธุ์ แต่อาจมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจในอนาคตไว้ และเพื่อเก็บรักษาประชากรพืชที่มีคุณลักษณะพิเศษสำหรับการปรับปรุงพัฒนา พันธุ์พืชไว้ เช่น มีความต้านทานต่อโรคแมลง ทนความแห้งแล้งได้ดี หรือพันธุ์พืชที่เก็บรักษาไว้อาจจะใช้เป็นประชากรพืชสำหรับคัดเลือกพันธุ์ ต่อไปได้ หรือเพื่อเก็บรักษาพันธุ์พืชไว้สำหรับเป็นแหล่งงานวิจัยทางพันธุศาสตร์ในอนา ต ซึ่งการอนุรักษ์นี้ทำได้โดย

1. เก็บรักษาไว้ในสภาพป่า (in situ) ซึ่งเป็นการอนุรักษ์แหล่งที่อยู่ของพืช (habitat conservation) โดยการพิจารณาพื้นที่ที่เป็นแหล่งที่อยู่ของพืชที่ใกล้จะสูญพันธุ์ หรืออยู่ในขั้นเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ให้พ้นจากการกระทำของมนุษย์ โดยการหยุดทำลายแหล่งที่อยู่ของพืช เพื่อป้องกันความสูญเสียที่จะตามมา และต้องพยายามทำให้แหล่งที่อยู่ของพืชที่ถูกทำลายไปแล้วกลับคืนสู่สภาพ ธรรมชาติ เช่น มีการควบคุมไฟป่า การปลูกป่าทดแทน หรือพื้นที่ใดที่มีพืชหายากขึ้นอยู่จะต้องมีการควบคุมอย่างเข้มงวด ได้แก่ การประกาศท้องที่เป็นอุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า ซึ่งเป็นบริเวณที่มีพันธุ์พืชหลายชนิดขึ้นอยู่ มีทั้งไม้ป่าผลยืนต้นบางชนิดที่อาจใช้เป็นประโยชน์ได้ เช่น มะม่วงป่า กระท้อนป่า นอกจากนี้ยังมีพืชสมุนไพรขึ้นปะปนอยู่มาก ซึ่งถือเป็นแปลงอนุรักษ์พันธุ์ในสภาพป่าได้เป็นอย่างดี โดยมีกฎหมายควบคุมมิให้มีการกระทำใดๆ ในพื้นที่เหล่านั้น วิธีนี้จะทำให้พืชมีการขยายพันธุ์ได้เองตามธรรมชาติ ดีกว่าที่จะนำพืชมาปลูกในที่ใหม่ เพราะประชากรพืชที่เพิ่มมาใหม่ก็จะสนองตอบต่อสภาพแหล่งที่อยู่นั้นได้เป็น อย่างดีต่อไป ตลอดจนมีความสัมพันธ์กับพืชชนิดอื่น สัมพันธ์กับแมลงหรือสัตว์ต่างๆ ที่ช่วยในการผสมเกสรหรือเป็นพาหะในการกระจายพันธุ์ ถ้าพืชสูญพันธุ์ไปอาจจะก่อให้เกิดการสูญพันธุ์ของแมลงและสัตว์ที่เป็นพาหะ นี้ตามมาด้วยก็เป็นได้

2. โดยการเก็บในแปลงรวบรวมพันธุ์ (ex situ) วิธีนี้ ได้แก่ การเก็บพันธุ์พืชหายากหรือใกล้จะสูญพันธุ์มาปลูกไว้ในแปลงขยายพันธุ์ในสวน พฤกษศาสตร์ สวนรุกขชาติ และก็พยายามทำสภาพนิเวศน์ให้เหมือนธรรมชาติตามที่พืชนั้นขึ้นอยู่ แต่เนื่องจากพืชหายากนี้มักมีเขตการกระจายพันธุ์อยู่เพียงจำกัด เนื่องจากปัจจัยเกี่ยวกับดิน (edaphic) ภูมิอากาศ (climatic) และสภาพภูมิประเทศ (topographic) การจะสร้างแหล่งที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับพืชที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ตลอดไป จึงเป็นการยาก ดังจะเห็นได้จากการไม่ประสบผลสำเร็จในการนำพืชเหล่านี้มาปลูกในสวนพฤกษ ศาสตร์หรือสวนรุกขชาติ ดังนั้นทางที่ดีจึงควรที่จะพยายามคงไว้ซึ่งแหล่งที่อยู่เดิมที่เป็นธรรมชาติ ของพืชไว้จะดีกว่า นอกจากจะเป็นการอนุรักษณ์พันธุ์พืชแล้วยังเป็นการคงไว้ซึ่งความงามที่เป็น เอกลักษณ์ของภูมิประเทศแต่ละท้องที่ให้คงสภาพ ธรรมชาติสืบไป


--------------------------------------------------------------------------------

เอกสารอ้างอิง

- ธวัชชัย สันติสุข. 2528. การอนุรักษ์พรรณไม้เขตอบอุ่นและสังคมพืชภูเขากึ่งอัลไพน์บนดอยเชียงดาว. พิมพ์ในการอนุรักษ์ธรรมชาติในประเทศไทยในแง่การพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ.หน้า 237-242. แผนกธรรมชาติวิทยา สยามสมาคม.
- ธวัชชัย สันติสุข และ ชวลิต นิยมธรรม. 2528. ป่าพรุในประเทศไทยกับปัญหาการอนุรักษ์. พิมพ์ในการอนุรักษ์ธรรมชาติในประเทศไทยในแง่การพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ. หน้า 206-220.
- สนิท อักษรแก้ว. 2532. ป่าชายเลน นิเวศวิทยาและการจัดการ. กรุงเทพฯ : หจก. คอมพิวแอดเวอร์ไทซิงค์.
- Lucas, Gren and Hugh Synge. 1978. The IUCN Plant Red Data Book. Surrey : Unwin Brothers Limited.
- Morse, Larry E. and Mary Sue Henifin. 1981. Rare Plant Conservation : Geographical Data Organization. New York : The New York Botanical Garden.
- Raven, Peter H. 1971. Biology of Plant. New York : Worth Publishers.
- Santisuk, T. 1988. An Account of the Vegetation of Northern Thailand. Stuttgart : Franz Steiner Verlag Wiesbaden GMBH.
- Whitmore, T.C. 1975. Tropical Rain Forest of the Far East. Oxford : Clarendon Press.
 

รับข่าวสาร


SNF Shop

http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/391275shop_2014_01.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/200744shop_2014_02.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/657611shop_2014_03.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/869180shop_2014_04.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/486169shop_2014_05.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/373229shop_2014_06.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/465487shop_2014_07.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/366116shop_2014_08.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/227221shop_2014_09.jpg