• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ 27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 9 ปลูกเมล็ดพันธุ์ใหม่กับภารกิจสิ่งแวดล้อมศึกษา

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 9 ปลูกเมล็ดพันธุ์ใหม่กับภารกิจสิ่งแวดล้อมศึกษา

อีเมล พิมพ์ PDF
ทำไมต้อง “ปลูกเมล็ดพันธุ์ใหม่” เพื่อร่วมรักษาสิ่งแวดล้อม ? สิ่งแวดล้อมคืออะไร ? สำคัญอย่างไร ?
กล่าวโดยย่อ ทุกสรรพสิ่งที่อยู่รอบตัวเราวันนี้ นั่นคือสิ่งแวดล้อม อากาศที่เราหายใจ น้ำที่เราดื่ม อาหารที่เรารับประทาน ฯลฯ สิ่งแวดล้อมยังโยงไกลไปจากนั้น ทำไมเขาหัวโล้นที่เมืองน่านจึงส่งผลให้น้ำท่วมถึงกรุงเทพฯ แล้วทำไมเขาจึงหัวโล้น ? ใครเป็นคนกระทำ ? คำตอบของคำถามเหล่านี้โยงมาถึง “มนุษย์” ผู้ที่รับผลกระทบจากการทำลายสิ่งแวดล้อมก็คือมนุษย์ ผู้ที่สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมก็คือมนุษย์ “การปลูกเมล็ดพันธุ์ใหม่” จึงเป็นงานสำคัญประการหนึ่ง เพื่อเป็นพลังในการรักษาสิ่งแวดล้อม
ให้มนุษย์ได้เกื้อกูลธรรมชาติ เพื่อธรรมชาติคงอยู่เพื่อเกื้อกูลมนุษย์ และเพื่อทดแทนส่วนเก่าๆ ที่เริ่มสึกหรอไปตามกาลเวลา
สำหรับประเทศไทยในวันนี้ จะเห็นว่ามีองค์กร มูลนิธิ สมาคม ชมรม ฯลฯ มากมายที่พยายามสร้างแนวร่วมเพื่อช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อม แต่ผลที่ประจักษ์อยู่กลับพบว่า นโยบาย โครงการ กฎกติกา ที่ได้นำความเสื่อมโทรมไปให้ธรรมชาติยังไม่ได้ลดน้อยลง
การเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจในคุณค่า และวิถีที่เราทั้งหลายไม่ว่าจะอยู่ในเมือง ในชนบท หรือในป่า จะรักษาสิ่งแวดล้อมได้ก็โดยผ่านการเรียนรู้ โดยพื้นฐานที่สุดก็มาจากโรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย การมีหลักสูตรสิ่งแวดล้อมศึกษา ให้คุณครูหรืออาจารย์ที่สนใจใฝ่รู้ได้นำไปใช้ถ่ายทอดแก่ลูกศิษย์ สิ่งนี้เป็นแนวทางสากลที่ผู้ตระหนักในปัญหาสิ่งแวดล้อมต่างยอมรับและนำไปใช้กันอย่างแพร่หลาย
ยิ่งกว่านั้น การให้ความรู้ผ่านการจัดค่ายธรรมชาติศึกษา จัดงานเสวนา การบรรยาย หรือการเขียนบทความ สารคดี เผยแพร่ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์หรือสื่อออนไลน์ การใช้สื่อวิทยุและโทรทัศน์ เหล่านี้ก็เป็นส่วนสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
มูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้ให้ความสำคัญกับงานเผยแพร่เรื่องราวความรู้คำแนะนำเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสู่สาธารณชนมาตั้งแต่แรกเริ่มก่อตั้ง เป็นวัตถุประสงค์ข้อหนึ่งที่เขียนไว้ในตราสารมูลนิธิว่าจะ “ส่งเสริมและสนับสนุน การก่อให้เกิดความรู้ ความคิดเห็นและเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม”
สำหรับการปลูกเมล็ดพันธุ์ใหม่ หรือจะเรียกว่างานขยายแนวคิดการอนุรักษ์ที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียร เคยดำเนินงานมานั้น สามารถอธิบายแยกรายละเอียดตามช่วงเวลาและกิจกรรมได้หลายงานตามที่จะเล่าต่อจากนี้
ในเริ่มแรกมูลนิธิได้เริ่มพัฒนาเนื้อหาและวิธีการสอนมิติการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ กิจกรรมแรกๆ คือ การอบรมครูและศึกษานิเทศก์ ในสังกัดกรมสามัญศึกษาจากทั่วประเทศกว่า 100 คน ที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน มฤคทายวันราชนิเวศน์ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี มูลนิธิได้เชิญผู้เชี่ยวชาญปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมหลายท่านมาเป็นวิทยากร อาทิ ดร.สุรพล สุดารา, ดร.ศรีศักร วิลลิโภดม, ดร.เกษมสันติ์ สุวรรณรัต และอีกหลายๆ ท่านมาร่วมให้ความรู้ในการอบรม โดยมูลนิธิได้ตั้งวัตถุประสงค์ของกิจกรรมเอาไว้เพื่อให้ครูอาจารย์ที่เข้าร่วมอบรมนั้นสามารถพัฒนาเนื้อหา และดำเนินการสอนเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแก่นักเรียนได้อย่างสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่และเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดพลังการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นของนักเรียนเอง ซึ่งได้ดำเนินงานลักษณะนี้อยู่หลายครั้งในช่วงแรกตั้งองค์กรก่อนจะพัฒนารูปแบบการให้ความรู้ที่หลากหลายยิ่งขึ้น เช่นการจัดกิจกรรมเรียนรู้นอกห้องเรียนในพื้นที่ธรรมชาติ อันถือเป็นกิจกรรมที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย
เมื่อทำกิจกรรมกับผู้สอนไปบ้างแล้ว มูลนิธิก็เริ่มทำกิจกรรมแก่ผู้เรียน หรือกลุ่มเป้าหมายที่จะเป็นเมล็ดพันธุ์ใหม่อย่างนักเรียน โดยเริ่มต้นที่กิจกรรมสัมมนาเครือข่ายเยาวชนจากภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ เช่น กลุ่มเยาวชนรักษ์ป่าสระบุรี กลุ่มเด็กรักษ์บ้านเพชรบุรี กลุ่มเยาวชนอาสาดับไฟป่าโรงเรียนจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เยาวชนพิทักษ์สิ่งแวดล้อมอุทัยธานี และกลุ่มเยาวชนจากพื้นที่กรุงเทพฯ มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวคิดและประสบการณ์ทำงานร่วมกันที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง พร้อมกันนั้นได้สร้างกระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษาให้กับกลุ่มเยาวชนเพื่อให้พวกเขาได้นำไปต่อยอดและเผยแพร่ผ่านงานของกลุ่มกันต่อไป
นอกจากผู้เรียนและผู้สอน มูลนิธิได้ขยายความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการเรียนรู้พื้นที่อนุรักษ์ไปสู่เจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของพื้นที่อนุรักษ์ โดยเน้นหลักไปที่ผืนป่าตะวันตก 17 พื้นที่อนุรักษ์และขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ รวมถึงกลุ่มองค์กรต่างๆ ที่สนใจ จนกระทั่งงานด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาได้ขยายไปสู่รูปแบบการเรียนรู้ของกลุ่มกิจกรรมต่างๆ และถูกพัฒนาต่อยอดจนถึงปัจจุบัน มูลนิธิจึงได้ลดบทบาทการจัดกิจกรรมด้านนี้ลง แต่ยังคงให้การสนับสนุนกลุ่มที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาอยู่อย่างต่อเนื่อง
กิจกรรมต่อมาที่มูลนิธิได้ดำเนินการอย่างสม่ำเสมอจนถึงปัจจุบันในด้านการปลูกเมล็ดพันธุ์หรือการขยายแนวคิดอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม คือ การสื่อสารเรื่องราวผ่านสื่อประเภทต่างๆ โดยเฉพาะงานสิ่งพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นพับขนาดเล็ก โปสเตอร์ สติ๊กเกอร์ หนังสือความรู้ คู่มือสิ่งแวดล้อม งานบางชิ้นผลิตเพื่อให้ความรู้ บางชิ้นเพื่อในกิจกรรมรณรงค์ มีทั้งที่ผลิตเพื่อแจกจ่าย และผลิตเพื่อใช้ในงานการระดมทุนหารายได้ เมื่อมีโอกาสก็จะเผยแพร่ในการจัดงานรำลึกคุณสืบ งานสัมมนาต่าง หรือบางครั้งก็มีโรงเรียน หน่วยงานมาขอนำไปเผยแพร่ ทางมูลนิธิก็ดำเนินการส่งมอบให้ด้วยความยินดี นอกจากนี้งานบางส่วนก็ได้จัดส่งถึงสมาชิก (ผู้ให้การสนับสนุนมูลนิธิผ่านการบริจาคทุนทรัพย์)
เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป เทคนิคการสื่อสารได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบครั้งใหญ่ เกิดสื่อแบบใหม่ๆ ขึ้นมากมาย สำหรับการใช้สื่อในสมัยใหม่นั้น ไม่ใช่เรื่องถนัดของผู้เขียนที่เคยชินกับการใช้งานสื่อสิ่งพิมพ์มากว่าครึ่งค่อนชีวิต แต่สำหรับคนรุ่นใหม่หรือเมล็ดพันธุ์ใหม่ๆ รูปแบบการสื่อสารในปัจจุบันถือเป็นช่องทางหลักที่ทำให้เข้าถึงข่าวสารได้โดยง่าย โดยไม่ต้องจัดกิจกรรมเข้าค่ายหรืออบรมกันเหมือนเมื่อก่อน แต่สามารถแลกเปลี่ยนเรื่องราวและประสบการณ์ถึงกันได้อย่างรวดเร็ว สื่อสมัยใหม่ที่ว่าเริ่มตั้งแต่การทำเว็บไซต์ของมูลนิธิ (seub.or.th) สำหรับนำเสนอเรื่องราวของคุณสืบ นาคะเสถียร และข่าวสารกิจกรรมการทำงานขององค์กร ตลอดจนข่าวสารสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่น่าสนใจ จนมาถึงในยุคการสื่อสารผ่านโซเชี่ยลมีเดีย มูลนิธิก็ได้ปรับบุคลิคการทำงานอีกครั้ง มีการทำแผนยุทธศาสตร์เพื่อให้มูลนิธิเป็นองค์กรสื่อสารอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับการใช้เครื่องมือใหม่ๆ อย่างเฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ และยูทูป เป็นต้น ซึ่งการสื่อสารในสมัยใหม่ที่มีความรวดเร็วนี้ ก็ช่วยให้หลายๆ คนได้ติดตามการทำงานของมูลนิธิอย่างใกล้ชิดมากขึ้น สามารถพูดคุยติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสื่อสารกันได้ง่าย และนำไปสู่การทำงานสิ่งแวดล้อมศึกษาในรูปใหม่ๆ เช่น การสร้างเครือข่ายเยาวชนเฟสบุ๊ครอบผืนป่าตะวันตกขึ้น
สำหรับเครือข่ายเยาวชนเฟสบุ๊ครอบผืนป่าตะวันตก เป็นงานเชิงทดลองที่มูลนิธินำเครื่องมือสมัยใหม่มาใช่สื่อสารกับเยาวชน เพื่อให้กลุ่มเยาวชนรอบผืนป่าตะวันตกได้สื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูล นำเสนอเรื่องราวธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ให้สาธารณชนได้เห็นในวงกว้าง โดยได้มีการสร้างแฟนเพจชื่อเครือข่ายเฟสบุ๊คผืนป่าตะวันตกขึ้นมาเป็นพื้นที่ส่วนกลางให้เยาวชนได้ส่งเรื่องราวธรรมชาติมาบอกเล่าให้กันและกันฟัง ก็นับเป็นอีกช่องทางที่ช่วยเติมเต็มการทำงานให้ครอบคลุมและเหมาะสมกับยุคสมัย
ถึงอย่างไร เรื่องของการรวมกลุ่มเครือข่ายคนรุ่นใหม่แบบออฟไลน์นั้น มูลนิธิก็ยังคงทำกันต่อเนื่อง อาจจะมีช่วงเข้มข้นและจืดจางมากน้อยไปตามภารกิจและยุทธศาสตร์แต่ละช่วงการทำงาน จนเมื่อ พ.ศ. 2559 ในงานรำลึก 25 ปี สืบ นาคะเสถียร ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร มูลนิธิได้จัดเวทีแลกเปลี่ยนการทำงานของกลุ่มนักศึกษาชมรมอนุรักษ์จากสถานบันการศึกษาต่างๆ ที่เคยมีประสบการณ์ร่วมงานกับมูลนิธิฯ โดยเฉพาะในช่วงการเดินเท้าคัดค้าน EHIA โครงการเขื่อนแม่วงก์ ที่ทำให้ชมอนุรักษ์หลายสถาบันได้มาพบปะกันและรวมตัวกันอย่างหลวมๆ มูลนิธิก็ได้ใช้วาระรำลึก 25 ปีนั้นมาเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเครือข่ายนักศึกษาชมรมอนุรักษ์ขึ้นอีกครั้ง จนเกิดการรวมตัว จัดประชุมและทำกิจกรรมร่วมกันนับตั้งแต่นั้นเรื่อยมาจนถึงตอนนี้ สำหรับงานเครือข่ายชมรมอนุรักษ์นี้ มูลนิธิทำหน้าที่ในบทบาทของพี่เลี้ยง ตัวของนักศึกษาคือผู้กำหนดทิศทางและสร้างกระบวนการการดำเนินงานกันเอาเอง
ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องราวของใบไม้อ่อนที่กำลังผลิขึ้นมาในวันที่ใบไม้แก่กำลังร่วงหล่นไป
บทความโดย รตยา จันทรเทียร ประธานที่ปรึกษามูลนิธิสืบนาคะเสถียร
สิ่งแวดล้อมศึกษาทำไมต้อง “ปลูกเมล็ดพันธุ์ใหม่” เพื่อร่วมรักษาสิ่งแวดล้อม ? สิ่งแวดล้อมคืออะไร ? สำคัญอย่างไร ? กล่าวโดยย่อ ทุกสรรพสิ่งที่อยู่รอบตัวเราวันนี้ นั่นคือสิ่งแวดล้อม อากาศที่เราหายใจ น้ำที่เราดื่ม อาหารที่เรารับประทาน ฯลฯ สิ่งแวดล้อมยังโยงไกลไปจากนั้น ทำไมเขาหัวโล้นที่เมืองน่านจึงส่งผลให้น้ำท่วมถึงกรุงเทพฯ แล้วทำไมเขาจึงหัวโล้น ? ใครเป็นคนกระทำ ? คำตอบของคำถามเหล่านี้โยงมาถึง “มนุษย์” ผู้ที่รับผลกระทบจากการทำลายสิ่งแวดล้อมก็คือมนุษย์ ผู้ที่สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมก็คือมนุษย์ “การปลูกเมล็ดพันธุ์ใหม่” จึงเป็นงานสำคัญประการหนึ่ง เพื่อเป็นพลังในการรักษาสิ่งแวดล้อม

ให้มนุษย์ได้เกื้อกูลธรรมชาติ เพื่อธรรมชาติคงอยู่เพื่อเกื้อกูลมนุษย์ และเพื่อทดแทนส่วนเก่าๆ ที่เริ่มสึกหรอไปตามกาลเวลา

สำหรับประเทศไทยในวันนี้ จะเห็นว่ามีองค์กร มูลนิธิ สมาคม ชมรม ฯลฯ มากมายที่พยายามสร้างแนวร่วมเพื่อช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อม แต่ผลที่ประจักษ์อยู่กลับพบว่า นโยบาย โครงการ กฎกติกา ที่ได้นำความเสื่อมโทรมไปให้ธรรมชาติยังไม่ได้ลดน้อยลง

การเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจในคุณค่า และวิถีที่เราทั้งหลายไม่ว่าจะอยู่ในเมือง ในชนบท หรือในป่า จะรักษาสิ่งแวดล้อมได้ก็โดยผ่านการเรียนรู้ โดยพื้นฐานที่สุดก็มาจากโรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย การมีหลักสูตรสิ่งแวดล้อมศึกษา ให้คุณครูหรืออาจารย์ที่สนใจใฝ่รู้ได้นำไปใช้ถ่ายทอดแก่ลูกศิษย์ สิ่งนี้เป็นแนวทางสากลที่ผู้ตระหนักในปัญหาสิ่งแวดล้อมต่างยอมรับและนำไปใช้กันอย่างแพร่หลาย

ยิ่งกว่านั้น การให้ความรู้ผ่านการจัดค่ายธรรมชาติศึกษา จัดงานเสวนา การบรรยาย หรือการเขียนบทความ สารคดี เผยแพร่ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์หรือสื่อออนไลน์ การใช้สื่อวิทยุและโทรทัศน์ เหล่านี้ก็เป็นส่วนสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

มูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้ให้ความสำคัญกับงานเผยแพร่เรื่องราวความรู้คำแนะนำเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสู่สาธารณชนมาตั้งแต่แรกเริ่มก่อตั้ง เป็นวัตถุประสงค์ข้อหนึ่งที่เขียนไว้ในตราสารมูลนิธิว่าจะ “ส่งเสริมและสนับสนุน การก่อให้เกิดความรู้ ความคิดเห็นและเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม”

สำหรับการปลูกเมล็ดพันธุ์ใหม่ หรือจะเรียกว่างานขยายแนวคิดการอนุรักษ์ที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียร เคยดำเนินงานมานั้น สามารถอธิบายแยกรายละเอียดตามช่วงเวลาและกิจกรรมได้หลายงานตามที่จะเล่าต่อจากนี้

ในเริ่มแรกมูลนิธิได้เริ่มพัฒนาเนื้อหาและวิธีการสอนมิติการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ กิจกรรมแรกๆ คือ การอบรมครูและศึกษานิเทศก์ ในสังกัดกรมสามัญศึกษาจากทั่วประเทศกว่า 100 คน ที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน มฤคทายวันราชนิเวศน์ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี มูลนิธิได้เชิญผู้เชี่ยวชาญปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมหลายท่านมาเป็นวิทยากร อาทิ ดร.สุรพล สุดารา, ดร.ศรีศักร วิลลิโภดม, ดร.เกษมสันติ์ สุวรรณรัต และอีกหลายๆ ท่านมาร่วมให้ความรู้ในการอบรม โดยมูลนิธิได้ตั้งวัตถุประสงค์ของกิจกรรมเอาไว้เพื่อให้ครูอาจารย์ที่เข้าร่วมอบรมนั้นสามารถพัฒนาเนื้อหา และดำเนินการสอนเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแก่นักเรียนได้อย่างสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่และเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดพลังการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นของนักเรียนเอง ซึ่งได้ดำเนินงานลักษณะนี้อยู่หลายครั้งในช่วงแรกตั้งองค์กรก่อนจะพัฒนารูปแบบการให้ความรู้ที่หลากหลายยิ่งขึ้น เช่นการจัดกิจกรรมเรียนรู้นอกห้องเรียนในพื้นที่ธรรมชาติ อันถือเป็นกิจกรรมที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย
.
.

สิ่งแวดล้อมศึกษา
.
.
เมื่อทำกิจกรรมกับผู้สอนไปบ้างแล้ว มูลนิธิก็เริ่มทำกิจกรรมแก่ผู้เรียน หรือกลุ่มเป้าหมายที่จะเป็นเมล็ดพันธุ์ใหม่อย่างนักเรียน โดยเริ่มต้นที่กิจกรรมสัมมนาเครือข่ายเยาวชนจากภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ เช่น กลุ่มเยาวชนรักษ์ป่าสระบุรี กลุ่มเด็กรักษ์บ้านเพชรบุรี กลุ่มเยาวชนอาสาดับไฟป่าโรงเรียนจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เยาวชนพิทักษ์สิ่งแวดล้อมอุทัยธานี และกลุ่มเยาวชนจากพื้นที่กรุงเทพฯ มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวคิดและประสบการณ์ทำงานร่วมกันที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง พร้อมกันนั้นได้สร้างกระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษาให้กับกลุ่มเยาวชนเพื่อให้พวกเขาได้นำไปต่อยอดและเผยแพร่ผ่านงานของกลุ่มกันต่อไป

นอกจากผู้เรียนและผู้สอน มูลนิธิได้ขยายความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการเรียนรู้พื้นที่อนุรักษ์ไปสู่เจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของพื้นที่อนุรักษ์ โดยเน้นหลักไปที่ผืนป่าตะวันตก 17 พื้นที่อนุรักษ์และขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ รวมถึงกลุ่มองค์กรต่างๆ ที่สนใจ จนกระทั่งงานด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาได้ขยายไปสู่รูปแบบการเรียนรู้ของกลุ่มกิจกรรมต่างๆ และถูกพัฒนาต่อยอดจนถึงปัจจุบัน มูลนิธิจึงได้ลดบทบาทการจัดกิจกรรมด้านนี้ลง แต่ยังคงให้การสนับสนุนกลุ่มที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาอยู่อย่างต่อเนื่อง

กิจกรรมต่อมาที่มูลนิธิได้ดำเนินการอย่างสม่ำเสมอจนถึงปัจจุบันในด้านการปลูกเมล็ดพันธุ์หรือการขยายแนวคิดอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม คือ การสื่อสารเรื่องราวผ่านสื่อประเภทต่างๆ โดยเฉพาะงานสิ่งพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นพับขนาดเล็ก โปสเตอร์ สติ๊กเกอร์ หนังสือความรู้ คู่มือสิ่งแวดล้อม งานบางชิ้นผลิตเพื่อให้ความรู้ บางชิ้นเพื่อในกิจกรรมรณรงค์ มีทั้งที่ผลิตเพื่อแจกจ่าย และผลิตเพื่อใช้ในงานการระดมทุนหารายได้ เมื่อมีโอกาสก็จะเผยแพร่ในการจัดงานรำลึกคุณสืบ งานสัมมนาต่าง หรือบางครั้งก็มีโรงเรียน หน่วยงานมาขอนำไปเผยแพร่ ทางมูลนิธิก็ดำเนินการส่งมอบให้ด้วยความยินดี นอกจากนี้งานบางส่วนก็ได้จัดส่งถึงสมาชิก (ผู้ให้การสนับสนุนมูลนิธิผ่านการบริจาคทุนทรัพย์) 
.
.

สิ่งแวดล้อมศึกษา
..
.
เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป เทคนิคการสื่อสารได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบครั้งใหญ่ เกิดสื่อแบบใหม่ๆ ขึ้นมากมาย สำหรับการใช้สื่อในสมัยใหม่นั้น ไม่ใช่เรื่องถนัดของผู้เขียนที่เคยชินกับการใช้งานสื่อสิ่งพิมพ์มากว่าครึ่งค่อนชีวิต แต่สำหรับคนรุ่นใหม่หรือเมล็ดพันธุ์ใหม่ๆ รูปแบบการสื่อสารในปัจจุบันถือเป็นช่องทางหลักที่ทำให้เข้าถึงข่าวสารได้โดยง่าย โดยไม่ต้องจัดกิจกรรมเข้าค่ายหรืออบรมกันเหมือนเมื่อก่อน แต่สามารถแลกเปลี่ยนเรื่องราวและประสบการณ์ถึงกันได้อย่างรวดเร็ว สื่อสมัยใหม่ที่ว่าเริ่มตั้งแต่การทำเว็บไซต์ของมูลนิธิ (seub.or.th) สำหรับนำเสนอเรื่องราวของคุณสืบ นาคะเสถียร และข่าวสารกิจกรรมการทำงานขององค์กร ตลอดจนข่าวสารสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่น่าสนใจ จนมาถึงในยุคการสื่อสารผ่านโซเชี่ยลมีเดีย มูลนิธิก็ได้ปรับบุคลิคการทำงานอีกครั้ง มีการทำแผนยุทธศาสตร์เพื่อให้มูลนิธิเป็นองค์กรสื่อสารอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับการใช้เครื่องมือใหม่ๆ อย่างเฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ และยูทูป เป็นต้น ซึ่งการสื่อสารในสมัยใหม่ที่มีความรวดเร็วนี้ ก็ช่วยให้หลายๆ คนได้ติดตามการทำงานของมูลนิธิอย่างใกล้ชิดมากขึ้น สามารถพูดคุยติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสื่อสารกันได้ง่าย และนำไปสู่การทำงานสิ่งแวดล้อมศึกษาในรูปใหม่ๆ เช่น การสร้างเครือข่ายเยาวชนเฟสบุ๊ครอบผืนป่าตะวันตกขึ้น

สำหรับเครือข่ายเยาวชนเฟสบุ๊ครอบผืนป่าตะวันตก เป็นงานเชิงทดลองที่มูลนิธินำเครื่องมือสมัยใหม่มาใช่สื่อสารกับเยาวชน เพื่อให้กลุ่มเยาวชนรอบผืนป่าตะวันตกได้สื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูล นำเสนอเรื่องราวธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ให้สาธารณชนได้เห็นในวงกว้าง โดยได้มีการสร้างแฟนเพจชื่อเครือข่ายเฟสบุ๊คผืนป่าตะวันตกขึ้นมาเป็นพื้นที่ส่วนกลางให้เยาวชนได้ส่งเรื่องราวธรรมชาติมาบอกเล่าให้กันและกันฟัง ก็นับเป็นอีกช่องทางที่ช่วยเติมเต็มการทำงานให้ครอบคลุมและเหมาะสมกับยุคสมัย

ถึงอย่างไร เรื่องของการรวมกลุ่มเครือข่ายคนรุ่นใหม่แบบออฟไลน์นั้น มูลนิธิก็ยังคงทำกันต่อเนื่อง อาจจะมีช่วงเข้มข้นและจืดจางมากน้อยไปตามภารกิจและยุทธศาสตร์แต่ละช่วงการทำงาน จนเมื่อ พ.ศ. 2559 ในงานรำลึก 25 ปี สืบ นาคะเสถียร ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร มูลนิธิได้จัดเวทีแลกเปลี่ยนการทำงานของกลุ่มนักศึกษาชมรมอนุรักษ์จากสถานบันการศึกษาต่างๆ ที่เคยมีประสบการณ์ร่วมงานกับมูลนิธิฯ โดยเฉพาะในช่วงการเดินเท้าคัดค้าน EHIA โครงการเขื่อนแม่วงก์ ที่ทำให้ชมอนุรักษ์หลายสถาบันได้มาพบปะกันและรวมตัวกันอย่างหลวมๆ มูลนิธิก็ได้ใช้วาระรำลึก 25 ปีนั้นมาเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเครือข่ายนักศึกษาชมรมอนุรักษ์ขึ้นอีกครั้ง จนเกิดการรวมตัว จัดประชุมและทำกิจกรรมร่วมกันนับตั้งแต่นั้นเรื่อยมาจนถึงตอนนี้ สำหรับงานเครือข่ายชมรมอนุรักษ์นี้ มูลนิธิทำหน้าที่ในบทบาทของพี่เลี้ยง ตัวของนักศึกษาคือผู้กำหนดทิศทางและสร้างกระบวนการการดำเนินงานกันเอาเอง

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องราวของใบไม้อ่อนที่กำลังผลิขึ้นมาในวันที่ใบไม้แก่กำลังร่วงหล่นไป
.

.
บทความโดย รตยา จันทรเทียร ประธานที่ปรึกษามูลนิธิสืบนาคะเสถียร
 

รับข่าวสาร