• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ โมเดลการปลูกป่าระดับโลกคอสตาริกาสู่ไทยโมเดล

โมเดลการปลูกป่าระดับโลกคอสตาริกาสู่ไทยโมเดล

อีเมล พิมพ์ PDF
กลไกพันธบัตรป่าไม้โมเดลการปลูกป่าระดับโลกคอสตาริกาสู่ไทยโมเดล
.
ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการปลูกต้นไม้ค่อนข้างสูง เนื่องจากมีอาณาเขตพื้นที่ตั้งอยู่บริเวณโซนเขตร้อน มีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพรรณไม้ แนวคิดการปลูกต้นไม้ขายหรือการปลูกป่าเศรษฐกิจจึงเป็นอีกอาชีพทางเลือกที่น่าสนใจกว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างข้าวโพด เพื่อลดผลกระทบที่มีต่อระบบนิเวศ และยังเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวได้ในคราวเดียวกัน
.
อย่างไรก็ตาม การจะปลูกป่าเศรษฐกิจได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยแรงจูงใจสำคัญหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการลงทุน ผู้เข้ามามีส่วนร่วม ตลอดจนนโยบายของรัฐที่สอดคล้องไปในทางเดียวกัน ซึ่งสิ่งที่ว่ามานี้ เป็นสิ่งที่บางประเทศได้ดำเนินการไปแล้วและมีตัวอย่างของความสำเร็จให้เห็นเป็นรูปธรรม
.
ในเนื้อหานี้ คุณสันติ โอภาสปกรณ์ กลุ่มบิ๊กทรี จะชวนไปทำความรู้จักโมเดลการฟื้นฟูป่าของประเทศเกาหลีใต้และคอสตาริกา ที่สามารถพลิกฟื้นพื้นที่สีเขียวกลับคืนมาพร้อมกับการเติบโตทางเศรษฐกิจภายในระยะเวลาไม่เกิน 30 ปี หลังจากที่ทั้งสองประเทศต้องประสบกับภาวการณ์ลดลงของพื้นที่ป่าจนเกือบถึงขั้นวิกฤต ก่อนจะย้อนกลับมามองความเป็นไปได้ในประเทศไทย
.
เกาหลีเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในเอเชียตะวันออกไม่ห่างจากไป ลักษณะพื้นที่ประเทศเป็นภูเขา จึงมีป่าตามธรรมชาติเป็นจำนวนมาก คิดเป็นพื้นที่ป่า 75% ของพื้นที่ประเทศ วิกฤตป่าไม้ของเกาหลีเกิดขึ้นเมื่อประเทศญี่ปุ่นเปิดฉากรุกรานและยึดครองเกาหลี (ช่วงปี พ.ศ. 2453-2482) ทำให้พื้นที่ป่าลดลงจากการที่ญี่ปุ่นเข้าตัดไม้ในเกาหลีออกไปใช้ประโยชน์ และผลกระทบจากระเบิดของสงครามโลกครั้งที่สอง (ช่วงปี 2482-2488) ขณะเดียวกันการใช้ไม้เป็นเชื้อเพลิงในการทำฟืน ทั้งหมดนี้ส่งผลให้เกาหลีใต้ทำให้เหลือพื้นที่ป่า 35%
.
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ประเทศเกาหลีสามารถกลับมาฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ได้สำเร็จเกิดจากสองช่วงใหญ่ๆ คือ ในช่วงประเทศเริ่มมีการพัฒนาการใช้พลังงานอื่นๆ แทนการใช้ฟืน และหลังยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายหลังเกาหลีแยกประเทศเป็นเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ปาร์คจุงฮีก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีปกครองเกาหลีใต้ เขาได้สั่งให้ประชาชนร่วมกันปลูกป่า โดยมีตำรวจป่าทำหน้าที่คอยตรวจดูแลป่าไม่ให้มีการตัดต้นไม่เพิ่มขึ้น สิ่งที่น่าประทับใจจากโมเดลตรงนี้ คือ ตลอดระยะเวลา 20-30 ปี เกาหลีสามารถปลูกต้นไม้ได้กว่า 10,000 ล้านต้น จนปัจจุบันประเทศเกาหลีใต้มีพื้นที่ป่าประมาณ 65%
.
แต่โมเดลที่น่าสนใจกว่าคือ กรณีของคอสตาริกา ประเทศเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ในอเมริกากลาง ในอดีตเป็นประเทศที่มีพื้นที่ป่าอยู่ถึง 75% ของพื้นที่ประเทศ แต่ช่วงที่ประเทศกำลังพัฒนา ทำให้พื้นที่ป่าลดลงเหลือเพียง 21% จากสาเหตุสำคัญสามประการ คือ การตัดไม้ไปขาย การปลูกพืชเชิงเดี่ยว และการเลี้ยงปศุสัตว์
.
คนทั่วไปอาจคิดว่าความร่ำรวยต้องแลกด้วยการเสียพื้นที่ป่า แต่กลับเป็นเรื่องตรงกันข้าม สาธารณรัฐคอสตาริกาได้พิสูจน์ให้เห็นว่านั่นคือความเชื่อที่ผิด เมื่อรัฐบาลเล็งเห็นแล้วว่าประชาชนในประเทศไม่สามารถจะร่ำรวยได้โดยการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่นเดียวกับเรื่องการตัดไม้ เพราะยิ่งตัดไม้มากเท่าไหร่ฐานะประชาชนก็ยิ่งจนลง รัฐบาลจึงชวนให้ประชาชนหันมาปลูกป่า ยกเลิกการตัดไม้และปลูกพืชเชิงเดี่ยว นั่นส่งผลให้คอสตาริกามีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นจาก 21% มาเป็น 53% ในระยะเวลา 20 ปี รายได้ของประชาชนก็คืนกลับมาจากการปลูกป่า รวมถึงการพัฒนาพื้นที่ป่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
.
จากที่กล่าวมาจะเห็นว่าประเทศคอสตาริกากับไทยมีจุดร่วมที่คล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะสาเหตุการลดลงของพื้นที่ป่า อันมีที่มาจากการตัดไม้ และการสนับสนุนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว จนส่งผลให้ชาวบ้านบุกรุกพื้นที่ป่าเพิ่มมากขึ้น
.
ความเหมือนกันอีกอย่างหนึ่งคือ "ปลูกแล้วไม่รวย ปลูกแล้วยิ่งจน" คือ สาเหตุว่าทำไมเราควรมองประเทศคอสตาริกาเป็นกรณีศึกษา ว่าการปลูกป่าจนพื้นที่ป่าพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นจะสามารถประยุกต์กับเมืองไทยได้หรือไม่
.
ในปัจจุบัน หากเปรียบเทียบอัตราส่วนพื้นที่ป่าเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ เริ่มตั้งแต่เกาหลีใต้ พื้นที่ป่าที่เป็นของเอกชนคิดเป็น 70% ของพื้นที่ป่าทั้งหมด ด้านประเทศคอสตาริกาคิดเป็น 75% แต่ประเทศไทยกลับมีพื้นที่ป่าเอกชนเพียง 13% ของพื้นที่ป่าทั้งประเทศ ชี้ให้เห็นว่าเรากำลังคุยในเรื่องเดียวกันว่าเรากำลังใช้เอกชนในการปลูกป่า และรัฐบาลจะทำอย่างไรที่จะดึงเอกชนเข้ามาช่วยปลูกป่าให้มากขึ้น
.
กรณีความสำเร็จของประเทศคอสตาริกาเกิดขึ้นได้เพราะมีการจัดตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อสนับสนุนการปลูกป่าเศรษฐกิจ โดยมุ่งให้ความช่วยเหลือผู้ปลูกป่าเศรษฐกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง และคาดหวังให้ชาวบ้านช่วยกันดูแลต้นไม้อย่างเป็นอาชีพ ซึ่งงบประมาณที่นำมาใช้ในเรื่องนี้มาจากการบริหารจัดการภาษี 3 ด้าน คือ ภาษีน้ำมัน ภาษีไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ และการสร้างแรงจูงใจการลดภาษีแก่เจ้าของพื้นที่นำมาปลูกป่า ตามลำดับ เพื่อนำมาเป็นทุนในการปลูกและดูแลรักษาป่า
.
นอกจากนั้น กองทุนที่ตั้งขึ้นมายังเชื่อมโยงกับกองทุนทั่วโลก เพราะในเวทีระดับโลกมีกองทุนเป็นจำนวนมากที่สนับสนุนการปลูกป่าที่ดี หากประเทศไทยสามารถพัฒนาโมเดลการปลูกป่าที่ดี ก็จะสามารถสามารถดึงดูดแหล่งทุนที่จะเข้ามาสนับสนุนงบประมาณจากองค์กรนานาชาติ เช่น เรดด์พลัสที่ได้สนับสนุนเวียดนามในการเพิ่มพื้นที่ป่า
.
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับโมเดลของสาธารณรัฐคอสตาริกา คือ รัฐบาลประกาศเลิกสนับสนุนการเลี้ยงปศุสัตว์ เพราะจะนำไปสู่การปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อป้อนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ซึ่งเคยเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้พื้นที่ป่าของประเทศคอสตาริกาถูกบุกรุก
.
สำหรับกองทุนการปลูกป่าเศรษฐกิจในส่วนของประเทศไทยนั้น กลุ่มบิ๊กทรี สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้ร่วมกันออกแบบแหล่งที่มาของกองทุนไว้ 3 ส่วน ได้แก่ (1) เงินของรัฐบาล (2) CSR บริษัทต่างๆ และ (3) พันธบัตร ซึ่งได้มาจากนักลงทุนและประชาชน งบประมาณที่ได้ทั้งหมดนี้จะนำไปสนับสนุนองค์กรที่มีบทบาทในการปลูกป่าเศรษฐกิจ เช่น สวนป่าเอกชน สหกรณ์สวนป่า และองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ เป็นต้น เมื่อปลูกเสร็จก็นำไม้มาขาย และนำรายได้ส่วนหนึ่งเข้ากองทุน เพื่อให้กองทุนมีต้นทุนเป็นของตนเอง ไม่ต้องรอเงินจากรัฐบาลหรือ CSR อย่างเดียว แต่สามารถมีรายได้จากการขายไม้ ภายในระยะเวลา 10-20 ปี เงินก็จะหมุนวนในระบบ หากสามารถนำโมเดลไปปฏิบัติให้เกิดขึ้นจริงได้ จะไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาป่าไม้ แต่เป็นการแก้ปัญหาสังคมได้ด้วย
โมเดลการปลูกป่าเศรษฐิจคอสตาริกาประเทศไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการปลูกต้นไม้ค่อนข้างสูง เนื่องจากมีอาณาเขตพื้นที่ตั้งอยู่บริเวณโซนเขตร้อน มีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพรรณไม้ แนวคิดการปลูกต้นไม้ขายหรือการปลูกป่าเศรษฐกิจจึงเป็นอีกอาชีพทางเลือกที่น่าสนใจกว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างข้าวโพด เพื่อลดผลกระทบที่มีต่อระบบนิเวศ และยังเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวได้ในคราวเดียวกัน
.
อย่างไรก็ตาม การจะปลูกป่าเศรษฐกิจได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยแรงจูงใจสำคัญหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการลงทุน ผู้เข้ามามีส่วนร่วม ตลอดจนนโยบายของรัฐที่สอดคล้องไปในทางเดียวกัน ซึ่งสิ่งที่ว่ามานี้ เป็นสิ่งที่บางประเทศได้ดำเนินการไปแล้วและมีตัวอย่างของความสำเร็จให้เห็นเป็นรูปธรรม
.
ในเนื้อหานี้ คุณสันติ โอภาสปกรณ์กิจ กลุ่มบิ๊กทรี จะชวนไปทำความรู้จักโมเดลการฟื้นฟูป่าของประเทศเกาหลีใต้และคอสตาริกา ที่สามารถพลิกฟื้นพื้นที่สีเขียวกลับคืนมาพร้อมกับการเติบโตทางเศรษฐกิจภายในระยะเวลาไม่เกิน 30 ปี หลังจากที่ทั้งสองประเทศต้องประสบกับภาวการณ์ลดลงของพื้นที่ป่าจนเกือบถึงขั้นวิกฤต ก่อนจะย้อนกลับมามองความเป็นไปได้ในประเทศไทย
.
.
สันติ โอภาสปกรณ์ กลุ่มบิ๊กทรี
สันติ โอภาสปกรณ์กิจ กลุ่มบิ๊กทรี
.
.
เกาหลีเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในเอเชียตะวันออกไม่ห่างจากไป ลักษณะพื้นที่ประเทศเป็นภูเขา จึงมีป่าตามธรรมชาติเป็นจำนวนมาก คิดเป็นพื้นที่ป่า 75% ของพื้นที่ประเทศ วิกฤตป่าไม้ของเกาหลีเกิดขึ้นเมื่อประเทศญี่ปุ่นเปิดฉากรุกรานและยึดครองเกาหลี (ช่วงปี พ.ศ. 2453-2482) ทำให้พื้นที่ป่าลดลงจากการที่ญี่ปุ่นเข้าตัดไม้ในเกาหลีออกไปใช้ประโยชน์ และผลกระทบจากระเบิดของสงครามโลกครั้งที่สอง (ช่วงปี 2482-2488) ขณะเดียวกันการใช้ไม้เป็นเชื้อเพลิงในการทำฟืน ทั้งหมดนี้ส่งผลให้เกาหลีใต้ทำให้เหลือพื้นที่ป่า 35%
.
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ประเทศเกาหลีสามารถกลับมาฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ได้สำเร็จเกิดจากสองช่วงใหญ่ๆ คือ ในช่วงประเทศเริ่มมีการพัฒนาการใช้พลังงานอื่นๆ แทนการใช้ฟืน และหลังยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายหลังเกาหลีแยกประเทศเป็นเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ปาร์คจุงฮีก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีปกครองเกาหลีใต้ เขาได้สั่งให้ประชาชนร่วมกันปลูกป่า โดยมีตำรวจป่าทำหน้าที่คอยตรวจดูแลป่าไม่ให้มีการตัดต้นไม่เพิ่มขึ้น สิ่งที่น่าประทับใจจากโมเดลตรงนี้ คือ ตลอดระยะเวลา 20-30 ปี เกาหลีสามารถปลูกต้นไม้ได้กว่า 10,000 ล้านต้น จนปัจจุบันประเทศเกาหลีใต้มีพื้นที่ป่าประมาณ 65%
.
แต่โมเดลที่น่าสนใจกว่าคือ กรณีของคอสตาริกา ประเทศเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ในอเมริกากลาง ในอดีตเป็นประเทศที่มีพื้นที่ป่าอยู่ถึง 75% ของพื้นที่ประเทศ แต่ช่วงที่ประเทศกำลังพัฒนา ทำให้พื้นที่ป่าลดลงเหลือเพียง 21% จากสาเหตุสำคัญสามประการ คือ การตัดไม้ไปขาย การปลูกพืชเชิงเดี่ยว และการเลี้ยงปศุสัตว์
.
ความร่ำรวยกับพื้นที่ป่าคอสตาริกา
.
.
คนทั่วไปอาจคิดว่าความร่ำรวยต้องแลกด้วยการเสียพื้นที่ป่า แต่กลับเป็นเรื่องตรงกันข้าม สาธารณรัฐคอสตาริกาได้พิสูจน์ให้เห็นว่านั่นคือความเชื่อที่ผิด เมื่อรัฐบาลเล็งเห็นแล้วว่าประชาชนในประเทศไม่สามารถจะร่ำรวยได้โดยการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่นเดียวกับเรื่องการตัดไม้ เพราะยิ่งตัดไม้มากเท่าไหร่ฐานะประชาชนก็ยิ่งจนลง รัฐบาลจึงชวนให้ประชาชนหันมาปลูกป่า ยกเลิกการตัดไม้และปลูกพืชเชิงเดี่ยว นั่นส่งผลให้คอสตาริกามีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นจาก 21% มาเป็น 53% ในระยะเวลา 20 ปี รายได้ของประชาชนก็คืนกลับมาจากการปลูกป่า รวมถึงการพัฒนาพื้นที่ป่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
.
จากที่กล่าวมาจะเห็นว่าประเทศคอสตาริกากับไทยมีจุดร่วมที่คล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะสาเหตุการลดลงของพื้นที่ป่า อันมีที่มาจากการตัดไม้ และการสนับสนุนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว จนส่งผลให้ชาวบ้านบุกรุกพื้นที่ป่าเพิ่มมากขึ้น
.
ความเหมือนกันอีกอย่างหนึ่งคือ "ปลูกแล้วไม่รวย ปลูกแล้วยิ่งจน" คือ สาเหตุว่าทำไมเราควรมองประเทศคอสตาริกาเป็นกรณีศึกษา ว่าการปลูกป่าจนพื้นที่ป่าพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นจะสามารถประยุกต์กับเมืองไทยได้หรือไม่
.
ในปัจจุบัน หากเปรียบเทียบอัตราส่วนพื้นที่ป่าเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ เริ่มตั้งแต่เกาหลีใต้ พื้นที่ป่าที่เป็นของเอกชนคิดเป็น 70% ของพื้นที่ป่าทั้งหมด ด้านประเทศคอสตาริกาคิดเป็น 75% แต่ประเทศไทยกลับมีพื้นที่ป่าเอกชนเพียง 13% ของพื้นที่ป่าทั้งประเทศ ชี้ให้เห็นว่าเรากำลังคุยในเรื่องเดียวกันว่าเรากำลังใช้เอกชนในการปลูกป่า และรัฐบาลจะทำอย่างไรที่จะดึงเอกชนเข้ามาช่วยปลูกป่าให้มากขึ้น
.
.
ปลูกป่าเศรษฐกิจ
องค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ASIREA สนับสนุนการปลูกป่าอย่างยั่งยืน - PHOTO : www.asirea.org
.

กรณีความสำเร็จของประเทศคอสตาริกาเกิดขึ้นได้เพราะมีการจัดตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อสนับสนุนการปลูกป่าเศรษฐกิจ โดยมุ่งให้ความช่วยเหลือผู้ปลูกป่าเศรษฐกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง และคาดหวังให้ชาวบ้านช่วยกันดูแลต้นไม้อย่างเป็นอาชีพ ซึ่งงบประมาณที่นำมาใช้ในเรื่องนี้มาจากการบริหารจัดการภาษี 3 ด้าน คือ ภาษีน้ำมัน ภาษีไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ และการสร้างแรงจูงใจการลดภาษีแก่เจ้าของพื้นที่นำมาปลูกป่า ตามลำดับ เพื่อนำมาเป็นทุนในการปลูกและดูแลรักษาป่า
.
นอกจากนั้น กองทุนที่ตั้งขึ้นมายังเชื่อมโยงกับกองทุนทั่วโลก เพราะในเวทีระดับโลกมีกองทุนเป็นจำนวนมากที่สนับสนุนการปลูกป่าที่ดี หากประเทศไทยสามารถพัฒนาโมเดลการปลูกป่าที่ดี ก็จะสามารถสามารถดึงดูดแหล่งทุนที่จะเข้ามาสนับสนุนงบประมาณจากองค์กรนานาชาติ เช่น เรดด์พลัสที่ได้สนับสนุนเวียดนามในการเพิ่มพื้นที่ป่า
.
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับโมเดลของสาธารณรัฐคอสตาริกา คือ รัฐบาลประกาศเลิกสนับสนุนการเลี้ยงปศุสัตว์ เพราะจะนำไปสู่การปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อป้อนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ซึ่งเคยเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้พื้นที่ป่าของประเทศคอสตาริกาถูกบุกรุก
.
.
กลไกพันธบัตรป่าไม้
กลไกกองทุนพันธบัตรป่าไม้
.
.
สำหรับกองทุนการปลูกป่าเศรษฐกิจในส่วนของประเทศไทยนั้น กลุ่มบิ๊กทรี สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้ร่วมกันออกแบบแหล่งที่มาของกองทุนไว้ 3 ส่วน ได้แก่ (1) เงินของรัฐบาล (2) CSR บริษัทต่างๆ และ (3) พันธบัตร ซึ่งได้มาจากนักลงทุนและประชาชน งบประมาณที่ได้ทั้งหมดนี้จะนำไปสนับสนุนองค์กรที่มีบทบาทในการปลูกป่าเศรษฐกิจ เช่น สวนป่าเอกชน สหกรณ์สวนป่า และองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ เป็นต้น เมื่อปลูกเสร็จก็นำไม้มาขาย และนำรายได้ส่วนหนึ่งเข้ากองทุน เพื่อให้กองทุนมีต้นทุนเป็นของตนเอง ไม่ต้องรอเงินจากรัฐบาลหรือ CSR อย่างเดียว แต่สามารถมีรายได้จากการขายไม้ ภายในระยะเวลา 10-20 ปี เงินก็จะหมุนวนในระบบ หากสามารถนำโมเดลไปปฏิบัติให้เกิดขึ้นจริงได้ จะไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาป่าไม้ แต่เป็นการแก้ปัญหาสังคมได้ด้วย
.
.
 

รับข่าวสาร