• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก ป่าตะวันตก 17 พื้นที่อนุรักษ์ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ

อีเมล พิมพ์ PDF
ประวัติความเป็นมา
ในอดีตที่ผ่านมาป่า  “ทุ่งสลักพระ” จังหวัดกาญจนบุรี เป็นแหล่งที่มีสัตว์ป่ามากมายหลายชนิดอาศัยอยู่อย่างชุกชุม พรานป่าสมัยดั้งเดิม เช่น  น้อย  อินทนนท์  นพ.บุญส่ง  เลขะกุล  จะรู้จักป่าสลักพระได้เป็นอย่างดี ในบทประพันธ์มีเรื่องเกี่ยวกับการออกป่าล่าสัตว์  เกือบจะทุกเรื่องจะกล่าวขวัญถึงป่าสลักพระ   มีทุ่งหญ้ากว้างใหญ่อยู่ในเชิงเขาล้อมรอบ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยหญ้าและต้นไม้ที่ออกผล เป็นอาหารของสัตว์ป่าอยู่มากมาย เช่น มะขามป้อมไทย  มะกอก  สมอ  ฯลฯ  และยังมีโป่งดินเค็มจำนวนมากกว่า 100 แห่ง  ซึ่งเป็นแหล่งแร่ธาตุของสัตว์ป่า  ทุ่งสลักพระมีพื้นที่ประมาณ  20,000 – 23,000  ไร่  และยังมีทางติดต่อกับทุ่งหญ้ากว้างอีกแห่งหนึ่งซึ่งมีพื้นที่ประมาณ  10,000  ไร่  เรียกว่า  “ทุ่งนามอญ” ซึ่งสัตว์ป่าสามารถหนีภัยข้ามไปมาได้ในป่าทุ่งสลักพระ  ยังมีลำห้วยสำคัญไหลผ่านและมีน้ำตลอดปี  คือ  “ห้วยสะด่อง” หรือ  “ห้วยสลักพระ” ซึ่งสัตว์ป่าได้อาศัยกิน

นอกจากนั้นบริเวณเขตติดต่อทุ่งสลักพระกับทุ่งนามอญ  ยังมีน้ำตกสูงชันและสวยงาม  ด้วยสภาพความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์ป่าในป่าทุ่งสลักพระ  ทำให้ถูกรบกวนจากพรานอาชีพและพรานสมัครเล่นมาเป็นเวลาช้านาน  สัตว์ป่าซึ่งแต่เดิมมีอยู่มากมายเกือบจะไม่มีให้พบเห็น

ต่อมาทางราชการได้จัดตั้งขึ้นเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า  เมื่อวันที่  31  ธันวาคม  พ.ศ. 2508  มีเนื้อที่ประมาณ  936  ตารางกิโลเมตร  หรือ  602,000  ไร่  นับเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งแรกของประเทศไทย

วันที่  3  กุมภาพันธ์  พ.ศ.2515  ได้มีการเพิกถอนบางส่วนเพื่อประโยชน์ในการให้ประทานบัตรทำเหมืองแร่ เหลือเนื้อที่ประมาณ 936.20 ตารางกิโลเมตร หรือ 585,125 ไร่

วันที่  11  สิงหาคม  พ.ศ. 2520  ได้เพิกถอนบางส่วนเพื่อประโยชน์ในการก่อสร้างเขื่อนศรีนครินทร์และใช้เป็นที่สำหรับอพยพราษฎรจากบริเวณน้ำท่วม  เหลือเนื้อที่ประมาณ 536,594 ไร่  หรือ  858.55  ตารางกิโลเมตร

ที่ตั้งและอาณาเขต
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระตั้งอยู่ในตำบลวังด้ง  ตำบลช่องสะเดา  ตำบลหนองรี  ตำบลบ่อพลอย  อำเภอบ่อพลอย  ตำบลท่ากระดาน  ตำบลหนองเป็ด  ตำบลด่านแม่แฉลบ  ตำบลเขาโจด  อำเภอศรีสวัสดิ์  และอำเภอหนองปรือ  จังหวัดกาญจนบุรี
ทิศเหนือ จดอุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์  อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์  อำเภอศรีสวัสดิ์  จังหวัดกาญจนบุรี
ทิศใต้ จดพื้นที่ของราษฎร  อำเภอเมือง  จังหวัดกายจนบุรี
ทิศตะวันออก จดพื้นที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามเพื่อประโยชน์ในราชการทหาร  อำเภอบ่อพลอย  จังหวัดกาญจนบุรี
ทิศตะวันตก จดแม่น้ำแควใหญ่  อุทยานแห่งชาติเอราวัณ  อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์  อำเภอศรีสวัสดิ์  จังหวัดกาญจนบุรี

สภาพภูมิประเทศ
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระมีลักษณะคล้ายรูปลิ่มวางตัวไปตามแนวเหนือ – ใต้  ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาสลับซับซ้อน  และประกอบด้วยที่ราบระหว่างหุบเขา  เป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญของลำน้ำแควใหญ่  มีระดับความสูงของพื้นที่จากระดับน้ำทะเลปานกลาง  ประมาณ  700 – 1,000  เมตร  ยอดเขาที่สูงที่สุดคือ  “เขาหัวโลน”  สูงประมาณ  1,170  เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลางอยู่ในตอนกลางของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ  เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารหลายสาย  คือ  ห้วยสะด่อง  ห้วนแม่ละมุ่น  ห้วยแม่ปลาสร้อย  ห้วยยากากี่

ยอดเขาที่สูงรองลงมาคือ  “เขาสูง” มีความสูงจากระดับนำทะเลปานกลางประมาณ  1,149  เมตร  ในพื้นที่ตอนเหนือของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระเป็นแหล่งต้นน้ำของห้วย อีซู  ห้วยน้ำขาว  ห้วยกระพร้อย  และห้วยแม่ละมุ่น

สภาพภูมิอากาศและปริมาณน้ำฝน
อุณหภูมิในพื้นที่สามารถแบ่งตามฤดูกาลเฉลี่ยดังนี้
ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม – เดือนมิถุนายน มีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ  37.9  องศาเซลเซียส
ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม – เดือนตุลาคม มีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ  25.0  องศาเซลเซียส
ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน – เดือนกุมภาพันธ์ มีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ  14.2 องศาเซลเซียส

สถิติปริมาณน้ำฝนตามสถานีต่างๆ ที่ตั้งอยู่ภายในเขตและบริเวณข้างเคียง  พบว่าปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยรายปีมีปริมาณ  1,070.1  มิลลิเมตร  โดยส่วนใหญ่ฤดูฝนจะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม  และจะมีฝนทิ้งช่วงในเดือนมิถุนายน  สำหรับปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยเฉพาะฤดู  คือ  ฤดูฝนมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย  849.1  มิลลิเมตร  และช่วงฤดูแล้งมีปริมาณ  220.9  มิลลิเมตร

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ  เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารหลายสายซึ่งไหลรวมลงสู่แม่น้ำแควใหญ่  สาขาแม่น้ำแม่กลอง  เขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนท่าทุ่งนา

สภาพธรณีวิทยา
จากการที่พื้นที่บางส่วนของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯมีสภาพธรณีสัณฐานลักษณะ พื้นที่แบบคาร์ส  (Karst  Topography)  เป็นสภาพพื้นที่ที่มีหินรองรับอยู่  ตอนล่างเป็นหินปูน  มีลักษณะพิเศษในการสร้างตัวของสภาพพื้นที่แบบที่เด่นชัด  มีแอ่งจม  (Sink  hole)  และถ้ำซึ่งมีการสำรวจพบเพียงบางส่วน  อันเป็นระบบนิเวศที่มีลักษณะเฉพาะ  เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของสัตว์ป่าและอารยธรรมของมนุษย์ที่ควรมีการศึกษา และวิจัย  เพื่อการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนในระยะยาว  จากการสำรวจพบถ้ำแก้ว  อยู่ห่างจากฝั่งขวาของลำน้ำแม่ละมุ่น  ซึ่งรอการพิสูจน์จากนักวิชาการ  ถ้ำโจร  มีลักษณะเป็นถ้ำหลายห้อง  ทางเข้าถ้ำต้องไต่เชือก  ซึ่งเคยเป็นที่หลบหนีของผู้ก่อการร้าย

ทรัพยากรป่าไม้
สภาพสังคมพืชที่ปกคลุมในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระแบ่งออกเป็น  3 ประเภท  คือ  ป่าเบญจพรรณ  ป่าเต็งรัง  และป่าดงดิบแล้ง  ซึ่งแต่ละป่ามีไม้เด่นและสัตว์ป่าที่เข้ามาใช้ประโยชน์ดังนี้
1.ป่าเบญจพรรณ หรือป่าผสมผลัดใบ  มีพื้นที่มากที่สุดเป็นร้อยละ  60  ของพื้นที่  มีเนื้อที่ประมาณ  321,956  ไร่  พบบริเวณที่ราบและใกล้ริมห้วย  สัตว์ป่าที่เข้ามาใช้ป่าเบญจพรรณในพื้นที่ทุ่งสลักพระ  ทุ่งนามอญ  และริมห้วยต่างๆสัตว์ที่สำรวจพบ  ได้แก่  ช้าง  เก้ง  กวาง  กระทิง  และวัวแดง

ทุ่งสลักพระ  เป็นทุ่งหญ้าธรรมชาติ  ตั้งอยู่กลางป่าสลักพระ  มีเนื้อที่ประมาณ  20,000 – 23,000 ไร่  เป็นพื้นที่ราบ  ป่าโปร่ง  มีสัตว์ป่าเข้าใช้พื้นที่อย่างชุกชุม

ทุ่งนามอญ  ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทุ่งสลักพระ  เป็นบริเวณกว้างใหญ่  ในพื้นที่นี้มีโป่งดินตามธรรมชาติจำนวนมากและมีสัตว์ป่าเข้ามาใช้พื้นที่หา กินไปมาระหว่างทุ่งนามอญและทุ่งสลักพระ

2.ป่าเต็งรัง มีเนื้อที่ประมาณ 160,978  ไร่  คิดเป็นร้อยละ  30  ของพื้นที่ทั้งหมด  พบบริเวณยอดเขาที่ไม่สูงนัก  และพบอยู่สูงกว่าป่าเบญจพรรณ  ประมาณ  300  เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง

3.ป่าดงดิบแล้ง มีเนื้อที่ประมาณ  53,660 ไร่  คิดเป็นร้อยละ  10  ของพื้นที่ทั้งหมด  พบบริเวณที่มีความชุ่มชื้นตอนกลางและตอนเหนือของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลัก พระ  และบริเวณหุบเขาทุ่งสลักพระ  ทุ่งนามอญ  และตามสันเขาที่ต่อเนื่องกับอุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์  สัตว์ป่าที่ใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าดิบดงดิบแล้ง  ได้แก่  ชะนีมือขาว  ค่างแว่นถิ่นเหนือ  กระทิง  ช้าง  นกเงือกกรามช้าง  นกแก๊ก  นกกก  เป็นต้น

ทรัพยากรสัตว์ป่า
สัตว์ป่าในพื้นที่สลักพระมีความหลากหลายของชนิดสัตว์ป่าจำนวนประมาณ  352  ชนิด  ประกอบด้วยสัตว์จำพวกนกมีมากที่สุด  ประมาณ  191  ชนิด  โดยเฉพาะนกหายากและใกล้สูญพันธุ์  คือ  นกเงือกกรามช้างปากเรียบ    และนกจับแมลงสีน้ำตาลอ่อน  ซึ่งขึ้นบัญชี  Red  Data   Book   ของประเทศไทย  ข้อมูลนี้จาก  International  Birds  Areas  (IBA)1 รองลงมาเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำนวนประมาณ  59  ชนิด  นอกจากนั้นยังมีปลาน้ำจืด  สัตว์เลื้อยคลาน  และสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก

ลักษณะการบริหารและการจัดการ การแบ่งเขตการจัดการพื้นที่
1. เขตหวงห้าม (Strict  Nature  Reserve  Zone) เป็นบริเวณที่มีสังคมพืชและป่าไม้สมบูรณ์ควรค่าแก่การรักษาไว้  เพื่อเป็นที่อยู่ของสัตว์ป่าและแหล่งต้นน้ำลำธาร  ซึ่งพื้นที่เขตนี้ไม่ยอมให้มีการใช้ประโยชน์ใดๆนอกจากปล่อยไว้ให้เป็นสภาพ ดั้งเดิม  เพื่อมิให้เกิดการรบกวนสัตว์ป่าและสภาพธรรมชาติโดยรอบ  พื้นที่ที่จัดอยู่ในเขตนี้  ได้แก่  พื้นที่ส่วนใหญ่ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า  บริเวณพื้นที่ภูเขาทุ่งนามอญ  และทุ่งสลักพระ  ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารและถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า

2.เขตสงวนสภาพธรรมชาติ  (Primitive  Zone) เป็นบริเวณที่จะต้องคุ้มครองรักษาสภาพสังคมพืชและสัตว์ป่า  ตลอดจนสภาพธรรมชาติดั้งเดิมมีพื้นที่ครอบคลุมพื้นที่โดยรอบเขตหวงห้าม  และกำหนดให้มีการใช้ประโยชน์เฉพาะกิจกรรม  เพื่อการคุ้มครองรักษาทรัพยากรธรรมชาติและการศึกษาวิจัยเพื่อการสงวนไว้ซึ่ง ระบบนิเวศของพื้นที่ให้ยั่งยืนสืบไป

3.พื้นที่ฟื้นฟูธรรมชาติ  (Recovery  Zone) เป็นบริเวณที่มีสภาพธรรมชาติถูกทำลายจนเสื่อมโทรม  จำเป็นต้องฟื้นฟูให้กลับสภาพเดิม  โดยการปลูกเสริมป่าทดแทนและปล่อยให้ฟื้นตัวคืนสู่สภาพธรรมชาติ  พื้นที่บริเวณนี้  ได้แก่  บริเวณพื้นที่ที่ถูกราษฎรบุกรุกทำการเกษตรและบริเวณที่ทรัพยากรธรรมชาติ เสื่อมโทรมโดยธรรมชาติหรือสาเหตุอื่นๆ  เพื่อการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติบริเวณดังกล่าวให้สามารถรักษาความสมดุลของ ระบบนิเวศในระยะยาว

4.เขตบริการศึกษาธรรมชาติและการสื่อสารธรรมชาติ  (Nature Education and Interpretation  service  Zone) เป็นเขตที่กำหนดขึ้นจากบริเวณพื้นที่สภาพธรรมชาติ  ที่มีจุดเด่นสวยงามและคุณค่าในการศึกษาเรียนรู้ของประชาชน  เพื่อการพัฒนาจิตสำนึกในการอนุรักษ์  และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการปฏิบัติที่เหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์ทรัพยากร ธรรมชาติอย่างยั่งยืน  (Sustainable  Utilization)  และมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์อย่างแท้จริง  พื้นที่ส่วนนี้ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ  ได้แก่  สถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าเขาน้ำพุ  และเส้นทางศึกษาธรรมชาติในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า

สถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าเขาน้ำพุ  เป็นสถานีที่ให้ความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติและสัตว์ป่า  โดยมีกิจกรรมสื่อความหมายธรรมชาติจากเจ้าหน้าที่สื่อความหมาย  และมีเส้นทางศึกษาธรรมชาตินายแพทย์บุญส่ง  เลขะกุล  เป็นหน่วยงานของกรมป่าไม้ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า สลักพระ  เป็นสถานที่ให้ความรู้และสร้างความเข้าใจแก่เยาวชนและประชาชนทั่วไป

หน่วยพิทักษ์ป่าของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระที่มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติศึกษาบริการ
หน่วยพิทักษ์ป่าแม่ละมุ่น เป็น หน่วยพิทักษ์ป่าที่อยู่ทางด้านบนของพื้นที่  ที่ตั้งของหน่วยฯสามารถมองเห็นลำห้วยแม่ละมุ่นที่มาบรรจบกับห้วยแม่ปลาสร้อย ไหลลงสู่เขื่อนศรีนครินทร์  ด้านหลังของสำนักงานมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ

หน่วยพิทักษ์ป่าห้วยสะด่อง ตั้งอยู่บริเวณปากลำห้วยสะด่องที่ไหลลงสู่เขื่อนท่าทุ่งนา  บริเวณหน่วยพิทักษ์ป่าสะด่องมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติอยู่  1  จุด  บริเวณฝั่งตรงข้ามของลำห้วยสะด่องเป็นที่ตั้ง สถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าเขาน้ำพุ  ซึ่งเป็นสถานที่ศึกษาธรรมชาติและการจัดอบรมด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญอีกแห่ง หนึ่ง

หน่วยพิทักษ์ป่าหนองรี เป็นหน่วยพิทักษ์ป่าที่อยู่บนสุดทางทิศตะวันออกอยู่ในพื้นที่ของอำเภอบ่อ พลอย  สำนักงานของหน่วยพิทักษ์ป่าตั้งอยู่ริมห้วยอีซู  มีสถานที่สวยงาม  เหมาะสำหรับกิจกรรมนันทนาการ  และมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติลำอีซูตั้งอยู่ในพื้นที่แห่งนี้

5.เขตบริการ (Intensive Use Zone) เขตนี้จัดไว้เพื่อรองรับสิ่งก่อสร้างและสิ่งอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงาน ของเจ้าหน้าที่ การบริการประชาชนด้านการศึกษาธรรมชาติและการสื่อความหมายธรรมชาติ พื้นที่เขตนี้ ได้แก่ ที่ทำการและหน่วยพิทักษ์ป่าของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสถานีพัฒนาและส่งเสริม การอนุรักษ์สัตว์ป่า และศูนย์ควบคุมไฟป่าภาคกลาง

6.เขตกิจกรรมพิเศษ (Special Use Zone) เป็นเขตกำหนดขึ้นระยะแผนนี้ เพื่อหยุดยั้งการบุกรุกพื้นที่ของราษฎร โดยมีการกำหนดมาตรการที่ชัดเจนและแผนการใช้ที่ดินที่เหมาะสมตามทิศทางและแนว นโยบายแห่งรัฐ พื้นที่ในเขตนี้ ได้แก่   บริเวณพื้นที่บุกรุกของราษฎรรอบๆเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ

7.เขตพื้นที่กันชน  (Buffer  Zone) เป็นพื้นที่บริเวณรอบนอกเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ  ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่อนุรักษ์  พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ  พื้นที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของส่วนราชการและพื้นที่ถือครองของราษฎร  จัดเป็นเขตพื้นที่ควบคุมและส่งเสริมการใช้ประโยชน์  โดยมีแผนการใช้ที่ดินที่เหมาะสม  อำนวยประโยชน์ต่อการอนุรักษ์  ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบและภัยคุกคามต่อสภาพธรรมชาติในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ

สำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระและหน่วยพิทักษ์ป่า
1. ที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ/หน่วยพิทักษ์ป่าหนองหอย
2. หน่วยพิทักษ์ป่าแม่ละมุ่น
3. หน่วยพิทักษ์ป่าห้วยแม่ปลาสร้อย
4. หน่วยพิทักษ์ป่าหม่องกระแทะ
5. หน่วยพิทักษ์ป่าแก่งแคบ
6. หน่วยพิทักษ์ป่าห้วยสะด่อง
7. หน่วยพิทักษ์ป่าท่าทุ่งนา
8. หน่วยพิทักษ์ป่าช่องหล่า
9. หน่วยพิทักษ์ป่าสลักพระ
10. หน่วยพิทักษ์ป่าผาลาด
11. หน่วยพิทักษ์ป่าสลอบ
12. หน่วยพิทักษ์ป่าเขาช่องประตู
13. หน่วยพิทักษ์ป่าหนองรี

สภาพปัญหา
1.ปัญหาการบุกรุกยึดครองพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ  นับเป็นภัยคุกคามที่สำคัญต่อผืนป่าและระบบนิเวศของพื้นที่ซึ่งมีผลกระทบที่ รุนแรงต่อถิ่นอาศัยของสัตว์ป่า  จากการสำรวจพื้นที่ราษฎรเมื่อปี พ.ศ.2537  พบว่ามีเนื้อที่รวมทั้งสิ้น  19,665  ไร่  2  งาน  38  ตารางวา  จำนวน  1,031  แปลง  ผู้ครอบครอง  715  ราย  โดยราษฎรอยู่ก่อนประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าจำนวน  67  ราย  ส่วนราษฎรที่บุกรุกภายหลังอยู่อาศัยและทำกินในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า  จำนวน  352  ราย  และราษฎรที่อาศัยอยู่ภายนอก  แต่มีที่ทำกินในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า  จำนวน  296  ราย

พื้นที่ส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ  90  ของพื้นที่ที่ราษฎรยึดถือครอบครองทั้งหมด  ถูกบุกรุกหลังจากประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ  ซึ่งบุกรุกพื้นที่ราษฎรดังกล่าว  ส่วนใหญ่มิได้เกิดมาจากสาเหตุความยากจน  และขาดที่ทำกินเป็นปัจจัยหลัก  แต่เกิดจากความต้องการในการพัฒนาอาชีพที่ไม่เหมาะสม  โดยเฉพาะกลุ่มชาวไร่มักจะเลือกใช้วิธีการขยายพื้นที่เพาะปลูกเพื่อเพิ่มผล ผลิตและความคุ้มทุน  ประกอบกับในระยะที่ผ่านมาการพัฒนาการท่องเที่ยวบริเวณโดยรอบทำให้มีการกว้าน ซื้อที่ดิน  จึงมีการบุกรุกยึดครองพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ  มาอย่างต่อเนื่อง

กล่าวโดยสรุป  ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ได้รับอิทธิพลมาจากกระแสการพัฒนาและการส่งเสริมการใช้ พื้นที่บริเวณโดยรอบ   ซึ่งเป็นกระแสหลักในระดับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมของประเทศ

สำหรับพื้นที่บุกรุกบริเวณบ้านแก่งแคบซึ่งเป็นพื้นที่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ  จะต้องดำเนินการอพยพราษฎรและฟื้นฟูสภาพธรรมชาติ  จากการสำรวจเบื้องต้น  มีราษฎรยุกรุกอยู่จำนวน  26 ราย มีพื้นที่รวมกันประมาณ 942 ไร่ ในการจำนวนนี้ราษฎรที่มีที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำกินอยู่ในพื้นที่จำนวน   21 ราย และเป็นพื้นที่ทำกินเพียงอย่างเดียว จำนวน 5 ราย

จากการสำรวจแบบสอบถามชุมชน  พบว่าหากมีการจัดการอพยพราษฎรออกจากพื้นที่  ร้อยละ  70 เห็นด้วยกับการให้ทางราชการจัดหาที่ทำกินให้ใหม่ และจำนวนร้อยละ 30 ขอให้จ่ายค่าทดแทนเป็นเงินชดเชย

2.การลักลอบตัดไม้และล่าสัตว์  เป็นภัยคุกคามที่มีผลกระทบอย่างรุนแรงโดยตรงต่อการดำรงอยู่ของชนิดสัตว์ป่า  โดยเฉพาะความหลากหลายและความชุกชน  ซึ่งมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องชนิดไม้ที่ลักลอบกระทำผิดมากที่สุด  ได้แก่  ไผ่รวก  ไม้กระยาเลย  ไม้มะค่าโมง  ไม้ประดู่  และไม้ชิงชัน  เป็นต้น  มีผู้กระทำผิดบางส่วนเพื่อการค้า  และเป็นกลุ่มอิทธิพลที่มักจะมีส่วนร่วมกับข้าราชการที่แสวงหาผลประโยชน์  โดยเฉพาะไม้ไผ่และไม้รวกเป็นอาชีพของราษฎร ประกอบกับมีโรงงานแปรรูปบริเวณชุมชนข้างเคียง  และความต้องการของตลาดไม้ไผ่และไม้รวกในระดับประเทศ

3.ช้างบุกรุกทำลายพืชไร่ของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ติดกับพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ ป่าฯ โดยที่ยังไม่สามารถหามาตรการแก้ไขปัญหาระยะยาวได้ (อ่านรายละเอียดในเรื่อง “ช้าง ชาวนา เหยื่อ เคราะห์ร้ายที่เกาะบุก”)

4.เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ  เป็นประตูสู่ผืนป่าตะวันตกทางตอนใต้  มีพื้นที่ต่อเนื่องกับผืนป่าอนุรักษ์  ได้แก่  ด้านทิศเหนือติดต่อกับอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์และอุทยานแห่งชาติ เฉลิมรัตนโกสินทร์(ถ้ำธารลอด)  ทางด้านทิศตะวันตกติดต่อกับอุทยานแห่งชาติเอราวัณ  และทางด้านทิศตะวันออกติดกับผืนป่าที่อยู่ในความรับผิดชอบของทหารกองพลที่  9  จังหวัดกาญจนบุรี  ส่วนทิศใต้มีพื้นที่ติดต่อกับป่าสงวนแห่งชาติ  และพื้นที่ถือครองของราษฎร  ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีมาตรการการจัดการเขตพื้นที่กันชนซึ่งเป็นพื้นที่ เชื่อมโยงระบบนิเวศของพื้นที่และการจัดการการพัฒนาพื้นที่ให้มีผลกระทบน้อย ที่สุด

5.การลักลอบเก็บหินแผ่น มีผลกระทบจากภายนอกจากความนิยมใช้หินแผ่นหินประดับสวนและอาคารบ้านเรือน ประกอบกับบริเวณริมทางหมายเลข 3199 ในตำบลวังด้ง มีแหล่งขายประมาณ 8 แห่ง หินก้อนใหญ่จะขุดจากพื้นที่ทำกินของราษฎร และหินแผ่นบางส่วนลักลอบจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ

6.การ ลักลอบล่า ดัก จับ ทำลายไข่หรือตัวอ่อนของสัตว์ป่าเป็นปัญหาที่ปราบปรามได้ยากลำบาก ส่วนใหญ่เป็นราษฎรยากจน มีวิถีชีวิตพึ่งพาป่าและเชี่ยวชาญในการเดินในป่า ยากแก่การตรวจตราและติดตาม โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ตอนในสลักพระและทุ่งนามอญ ประกอบกับพื้นที่ใกล้เคียง โดยรอบเป็นเส้นทางท่องเที่ยวและแหล่งขายอาหารป่าซึ่งเป็นที่นิยมซื้อหาของ นักท่องเที่ยวบางกลุ่ม
 

รับข่าวสาร


SNF Shop

http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/391275shop_2014_01.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/200744shop_2014_02.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/657611shop_2014_03.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/869180shop_2014_04.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/486169shop_2014_05.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/373229shop_2014_06.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/465487shop_2014_07.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/366116shop_2014_08.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/227221shop_2014_09.jpg