• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ น้ำมันรั่ว: ผลกระทบที่อาจตกค้างกลางทะเล

น้ำมันรั่ว: ผลกระทบที่อาจตกค้างกลางทะเล

อีเมล พิมพ์ PDF
วันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม 2556 บริษัท PTTGC  หนึ่งในบริษัทเครือ ปตท. เกิดเหตุน้ำมันรั่วระหว่างทุ่นรับน้ำมันดิบนอกฝั่งกับท่อที่ขนขึ้นโรงกลั่น ซึ่ง ปตท. ได้ใช้ทุ่นลอยและเรือที่อยู่ในพื้นที่เข้าตอบสนองทันที และแจ้งให้หน่วยงานตามแผนรับมือเหตุน้ำมันรั่วไหลแห่งชาติ ได้แก่ กรมเจ้าท่า และ ทหารเรือ รับทราบทันที ซึ่งตามแผนดังกล่าว พื้นที่นี้ยังอยู่ในความรับผิดชอบในการควบคุมเหตุของ กรมเจ้าท่า เพราะยังไม่เกิน 12 ไมล์ทะเล
จากข่าวหลาย แหล่ง สามารถยืนยันปริมาณน้ำมันรั่วไหลได้ ว่าอยู่ประมาณ 50,000 - 70,000 ลิตร (หรือ 50-70 ตัน) จึงชี้ชัดได้ว่า ยังอยู่ในระดับ Tier 2 ตาม แผนชาติคือระหว่าง 20 - 1,000 ตัน
ด้วยความที่บริเวณรั่วไหลอยู่ใกล้กับพื้นที่อ่อนไหวทางธรรมชาติ เช่น หมู่บ้านประมง ชายหาด พื้นที่สถานที่ท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติ และอื่นๆ ปตท. จึงเลือกใช้วิธีการโรยสาร Oil Dispersant ซึ่งเป็นสารเคมีที่จะทำละลายกับคราบน้ำมันบริเวณผิวน้ำให้แตกตัวเป็นโมเลกุลเล็ก และกระจายรวมกับน้ำทะเล
อย่างไรก็ดี การสลายตัวของคราบน้ำมันที่ผิวน้ำ ไม่ได้หมายความว่าความเป็นพิษที่จะกระทบต่อระบบนิเวศนั้นหายไปแต่อย่างใด
อีกทางเลือกหนึ่งที่ส่งผลกระทบน้อยกว่าการใช้สารเคมีคือ การล้อมเพื่อเก็บ (booming and skimming) แต่ก็เป็นวิธีการที่ช้า ต้องรอเครื่องมือและเรือที่จะเข้ามาล้อมเก็บ ความล่าช้าจะทำให้น้ำมันเหล่านั้นกระจายไปเป็นบริเวณกว้าง และเป็นการยากที่จะล้อมน้ำมันเหล่านั้นได้ อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการที่คราบน้ำมันจะถูกคลื่นซักเข้าสู่ฝั่ง ซึ่งจะส่งผลกระทบรุนแรงและใช้เวลาในการเก็บกู้นานกว่า
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เราๆ ท่านๆ ต่างจำเป็นต้องใช้น้ำมันในการดำรงชีวิต และเป็นส่วนหนึ่งของต้นเหตุในการก่อให้เกิดปัญหา แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ปตท. สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบ หรือปิดบังข้อเท็จจริงด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อม
น่าแปลกใจที่ บริษัท พีทีที โกลบอลเคมิคอล จำกัด (มหาชน) กลับให้การกับผู้สื่อข่าวว่าการรั่วไหลของน้ำมันที่เกิดขึ้นจะไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเน้นย้ำว่า ‘ปลอดภัย’ จากการใช้สารเคมีทำให้น้ำมันแตกตัว
ข้อมูลดังกล่าวแตกต่างจากที่ ดร.ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊คว่าการใช้สารเคมีขจัดคราบน้ำมัน (Oilspill Dispersant) ได้แก่สารกลุ่ม Triton-X และ Corexitจะมีความเป็นพิษสูง สามารถทำอันตรายสิ่งมีชีวิตในน้ำ มีการตกค้างเนื่องจากไม่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ
ซึ่งสอดคล้องกับรายงานวิจัยของRoberto Rico-MartínezTerry W. Snell,Tonya L. Shearer ที่ชี้ว่าหากน้ำมันดิบที่รั่วไหลลงทะเลผสมกับสาร Corexitที่ตัวทำละลาย จะทำให้เกิดมีความเป็นพิษกว่าคราบน้ำมันเพียงอย่างเดียวถึง 52 เท่า เนื่องจากโมเลกุลที่เป็นพิษเมื่อมีขนาดเล็กลงย่อมกลายเป็นอาหารของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กเช่นแพลงก์ตอน รวมทั้งปนเปื้อนบริเวณผิวดินซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของกุ้ง ปู หอย และเป็นที่วางไข่ของปลา ซึ่งจะกระทบต่อห่วงโซ่อาหารและระบบนิเวศโดยรวมของทะเล
แม้แต่ผู้ผลิตสารดังกล่าวยังระบุว่า สาร Corexit มีความเป็นไปได้ที่จะสะสมในร่างกาย นั่นหมายความว่าหากสิ่งมีชีวิตในทะเลได้รับสารพิษดังกล่าวและถูกจับนำมาเป็นอาหาร สารเคมีก็จะถูกส่งมายังมนุษย์อีกทอดหนึ่ง
ข้อมูลที่น่าตกใจคือ สารดังกล่าวยังไม่มีการศึกษาความเป็นพิษในมนุษย์ และตามเอกสารข้อมูลก็ระบุว่า“เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์อย่างเฉียบพลัน” ซึ่งอาจส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน เกิดอาการชา อาจทำให้หมดสติ
ปัญหาน้ำมันรั่วกลางทะเลเป็นประเด็นใหญ่ในระดับโลก หลายแง่มุมยังขาดการศึกษาถึงผลกระทบ และยังไร้ข้อสรุปว่าวิธีการใดสามารถจัดการโดยมีประสิทธิภาพสูงสุด แต่สิ่งหนึ่งที่เราควรเรียกร้องต่อบริษัท PTTGC คือการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส มิใช่ออกแถลงการณ์ว่าปลอดภัยและปล่อยปัญหาให้หมักหมมไว้ใต้ท้องทะเล
ข้อมูลเพิ่มเติม
น้ำมันรั่วมโหฬาร เคราะห์กรรมสัตว์ 12 ชนิด http://www.greenworld.or.th/greenworld/foreign/613
Gulf Oil Spill http://ngm.nationalgeographic.com/2010/10/gulf-oil-spill/bourne-text/1
น้ำมันรั่วไหล (Oil Spill) http://www.mkh.in.th/index.php/2010-03-22-18-05-34/2011-08-24-04-53-01
Dispersant Makes Oil 52 Times More Toxic http://www.livescience.com/25159-oil-dispersant-increases-toxicity.html
Gulf Oil Spill: Dispersants Have Potential to Cause More Harm Than Good http://www.prnewswire.com/news-releases/gulf-oil-spill-dispersants-have-potential-to-cause-more-harm-than-good-93424899.html
PTT, navy insist oil slick safe http://www.bangkokpost.com/news/local/361946/oil-slick-tamed-off-rayong
ภาพประกอบ tittwe.com/padungsak
น้ำมันรั่ววันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม 2556 บริษัท PTTGC  หนึ่งในบริษัทเครือ ปตท. เกิดเหตุน้ำมันรั่วระหว่างทุ่นรับน้ำมันดิบนอกฝั่งกับท่อที่ขนขึ้นโรงกลั่น ซึ่ง ปตท. ได้ใช้ทุ่นลอยและเรือที่อยู่ในพื้นที่เข้าตอบสนองทันที และแจ้งให้หน่วยงานตามแผนรับมือเหตุน้ำมันรั่วไหลแห่งชาติ ได้แก่ กรมเจ้าท่า และ ทหารเรือ รับทราบทันที ซึ่งตามแผนดังกล่าว พื้นที่นี้ยังอยู่ในความรับผิดชอบในการควบคุมเหตุของ กรมเจ้าท่า เพราะยังไม่เกิน 12 ไมล์ทะเล

จากข่าวหลาย แหล่ง สามารถยืนยันปริมาณน้ำมันรั่วไหลได้ ว่าอยู่ประมาณ 50,000 - 70,000 ลิตร (หรือ 50-70 ตัน) จึงชี้ชัดได้ว่า ยังอยู่ในระดับ Tier 2 ตาม แผนชาติคือระหว่าง 20 - 1,000 ตัน

ด้วยความที่บริเวณรั่วไหลอยู่ใกล้กับพื้นที่อ่อนไหวทางธรรมชาติ เช่น หมู่บ้านประมง ชายหาด พื้นที่สถานที่ท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติ และอื่นๆ ปตท. จึงเลือกใช้วิธีการโรยสาร Oil Dispersant ซึ่งเป็นสารเคมีที่จะทำละลายกับคราบน้ำมันบริเวณผิวน้ำให้แตกตัวเป็นโมเลกุลเล็ก และกระจายรวมกับน้ำทะเล

อย่างไรก็ดี การสลายตัวของคราบน้ำมันที่ผิวน้ำ ไม่ได้หมายความว่าความเป็นพิษที่จะกระทบต่อระบบนิเวศนั้นหายไปแต่อย่างใด

อีกทางเลือกหนึ่งที่ส่งผลกระทบน้อยกว่าการใช้สารเคมีคือ การล้อมเพื่อเก็บ (booming and skimming) แต่ก็เป็นวิธีการที่ช้า ต้องรอเครื่องมือและเรือที่จะเข้ามาล้อมเก็บ ความล่าช้าจะทำให้น้ำมันเหล่านั้นกระจายไปเป็นบริเวณกว้าง และเป็นการยากที่จะล้อมน้ำมันเหล่านั้นได้ อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการที่คราบน้ำมันจะถูกคลื่นซักเข้าสู่ฝั่ง ซึ่งจะส่งผลกระทบรุนแรงและใช้เวลาในการเก็บกู้นานกว่า

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เราๆ ท่านๆ ต่างจำเป็นต้องใช้น้ำมันในการดำรงชีวิต และเป็นส่วนหนึ่งของต้นเหตุในการก่อให้เกิดปัญหา แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ปตท. สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบ หรือปิดบังข้อเท็จจริงด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อม

น่าแปลกใจที่ บริษัท พีทีที โกลบอลเคมิคอล จำกัด (มหาชน) กลับให้การกับผู้สื่อข่าวว่าการรั่วไหลของน้ำมันที่เกิดขึ้นจะไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเน้นย้ำว่า ‘ปลอดภัย’ จากการใช้สารเคมีทำให้น้ำมันแตกตัว

ข้อมูลดังกล่าวแตกต่างจากที่ ดร.ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊คว่าการใช้สารเคมีขจัดคราบน้ำมัน (Oilspill Dispersant) ได้แก่สารกลุ่ม Triton-X และ Corexitจะมีความเป็นพิษสูง สามารถทำอันตรายสิ่งมีชีวิตในน้ำ มีการตกค้างเนื่องจากไม่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ

ซึ่งสอดคล้องกับรายงานวิจัยของRoberto Rico-MartínezTerry W. Snell,Tonya L. Shearer ที่ชี้ว่าหากน้ำมันดิบที่รั่วไหลลงทะเลผสมกับสาร Corexitที่ตัวทำละลาย จะทำให้เกิดมีความเป็นพิษกว่าคราบน้ำมันเพียงอย่างเดียวถึง 52 เท่า เนื่องจากโมเลกุลที่เป็นพิษเมื่อมีขนาดเล็กลงย่อมกลายเป็นอาหารของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กเช่นแพลงก์ตอน รวมทั้งปนเปื้อนบริเวณผิวดินซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของกุ้ง ปู หอย และเป็นที่วางไข่ของปลา ซึ่งจะกระทบต่อห่วงโซ่อาหารและระบบนิเวศโดยรวมของทะเล

แม้แต่ผู้ผลิตสารดังกล่าวยังระบุว่า สาร Corexit มีความเป็นไปได้ที่จะสะสมในร่างกาย นั่นหมายความว่าหากสิ่งมีชีวิตในทะเลได้รับสารพิษดังกล่าวและถูกจับนำมาเป็นอาหาร สารเคมีก็จะถูกส่งมายังมนุษย์อีกทอดหนึ่ง

ข้อมูลที่น่าตกใจคือ สารดังกล่าวยังไม่มีการศึกษาความเป็นพิษในมนุษย์ และตามเอกสารข้อมูลก็ระบุว่า“เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์อย่างเฉียบพลัน” ซึ่งอาจส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน เกิดอาการชา อาจทำให้หมดสติ

ปัญหาน้ำมันรั่วกลางทะเลเป็นประเด็นใหญ่ในระดับโลก หลายแง่มุมยังขาดการศึกษาถึงผลกระทบ และยังไร้ข้อสรุปว่าวิธีการใดสามารถจัดการโดยมีประสิทธิภาพสูงสุด แต่สิ่งหนึ่งที่เราควรเรียกร้องต่อบริษัท PTTGC คือการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส มิใช่ออกแถลงการณ์ว่าปลอดภัยและปล่อยปัญหาให้หมักหมมไว้ใต้ท้องทะเล

ข้อมูลเพิ่มเติม
ภาพประกอบ twitter.com/padungsak
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช


รับข่าวสาร


nodam

SNF Shop

http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/391275shop_2014_01.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/200744shop_2014_02.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/657611shop_2014_03.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/869180shop_2014_04.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/486169shop_2014_05.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/373229shop_2014_06.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/465487shop_2014_07.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/366116shop_2014_08.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/227221shop_2014_09.jpg