• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก ห้องสมุด เขื่อน เศรษฐศาสตร์การรื้อเขื่อน

เศรษฐศาสตร์การรื้อเขื่อน

อีเมล พิมพ์ PDF
ผู้เขียนสังเกตว่า รัฐไทยไม่ว่ายุคไหนมักเก่งแต่การ (หาหรือกุเรื่อง) “สร้าง” โครงการเมกะโปรเจ็กต์ แต่ไม่เคยเก่งเรื่องการรื้อหรือล้มเมื่อเวลาผ่านไปแล้วพบว่า มันไม่จำเป็นอีกต่อไป หรือกลายเป็นภาระหนักอึ้งที่ต้องดูแล ต้นทุนบวกความเสียหายพอกพูนสูงกว่ารายได้บวกประโยชน์ที่มันสร้าง
ในบรรดานโยบายสาธารณะทั้งหมด มีน้อยเรื่องที่จุดประกายความขัดแย้ง ความเดือดร้อน และเป็นที่ถกเถียงกันนานข้ามทศวรรษเท่ากับการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่
วันนี้ผู้เขียนมีเรื่องเศรษฐศาสตร์การรื้อเขื่อน (dam decommissioning) ในสหรัฐอเมริกามาเล่าสู่กันฟัง
เศรษฐศาสตร์การรื้อเขื่อนนั้นเป็นของคู่กันกับเศรษฐศาสตร์การสร้างเขื่อน กล่าวในภาษาวิชาการอันน่าหมั่นไส้เล็กน้อย – อรรถประโยชน์ (utility) ของเขื่อนขนาดใหญ่อาจไม่คงที่นิรันดร แต่ลดลงเรื่อยๆ (diminishing utility) เมื่อเวลาผ่านไป เนื่องจากผลเสียต่อระบบนิเวศจุดประกาย (trigger) ให้เกิดวงจรย้อนกลับ (feedback loop) ก่อผลเสียอื่นๆ ทบทวีเป็นลูกโซ่
ในประเทศที่ดำเนินนโยบายสาธารณะอย่างรัดกุม คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนและสิ่งแวดล้อมจริงๆ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว เศรษฐศาสตร์การรื้อเขื่อนจะเข้ามามีบทบาทในกรณีที่ความเสียหายที่เกิดจากเขื่อนขนาดใหญ่ (แน่นอนว่าต้องนับรวมความเสียหายต่อระบบนิเวศด้วย) นั้นพุ่งสูงกว่าประโยชน์สะสมที่เขื่อนสร้าง
สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีเขื่อนขนาดใหญ่มากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก บรูซ แบบบิท อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย เคยปรารภว่าตั้งแต่อเมริกาประกาศเอกราชจากอังกฤษ “เราก็ก่อสร้างเขื่อนหนึ่งแห่งทุกวันโดยเฉลี่ย") ปัจจุบันมีเขื่อนมากกว่า 76,000 เขื่อนทั่วทั้งอเมริกาที่สันเขื่อนสูงกว่าสองเมตร เขื่อนทั้งหมดรวมกันเก็บกักน้ำได้เกือบทั้งปี ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เริ่มเสื่อมสภาพ มูลค่าทางเศรษฐกิจถดถอย และมีข้อกังขาด้านความปลอดภัย
เอ็นจีโอด้านสิ่งแวดล้อมในอเมริกาพร้อมใจกันขนานนามปี 2011 ว่าเป็น “ปีแห่งแม่น้ำ” เนื่องจากเป็นปีที่มีการรื้อเขื่อนครั้งใหญ่สุดในประวัติการณ์ ใช้เงินในการรื้อถอนและฟื้นฟูกว่า 180 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 5,400 ล้านบาท
เขื่อนที่ว่าคือเขื่อนอายุร่วมร้อยปีสองแห่งที่อยู่ใกล้กัน คือเขื่อนเอลวาห์กับเขื่อนหุบเขาไกลน์ส์ ในลุ่มน้ำเอลวาห์ มลรัฐวอชิงตัน (สารคดีการรื้อเขื้อนทั้งสอง ที่นี่)
เขื่อนทั้งสองผลิตกระแสไฟฟ้าป้อนการพัฒนาทางเศรษฐกิจในละแวกนั้นตามจุดมุ่งหมายเดิมตลอดมา แต่ผลลบคือมันส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อพันธุ์ปลาและวิถีชีวิตของชาวอินเดียนแดงในพื้นที่ คุณเพชร มโนปวิตร สรุปเหตุการณ์สำคัญๆ ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมาก่อนจะนำมาซึ่งมหกรรมการรื้อเขื่อน ไว้ในบทความ “จุดจบของเขื่อนเอลวาห์กับขบวนการฟื้นชีวิตให้สายน้ำและพงไพร” ตอนหนึ่งว่า
“เมื่อกระแสการอนุรักษ์สุกงอม ช่วงปี ค.ศ. 1986-88 กลุ่มองค์กรอนุรักษ์ธรรมชาติ เช่น กลุ่มเพื่อนอุทยานโอลิมปิก ‘Seattle Audubon Society’ ‘Friend of the Earth’ และ ‘The Sierra Club’ ร่วมกับกลุ่มชนพื้นเมืองได้ร่วมกันเคลื่อนไหวต่อต้านการยื่นขอต่ออายุการดำเนินกิจการของเขื่อนทั้งสองในเขตอุทยานแห่งชาติ การรณรงค์ดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากสาธารณะอย่างกว้างขวาง จนนำไปสู่การยื่นญัตติต่อรัฐบาลกลางให้มีการฟื้นฟูระบบนิเวศของแม่น้ำเอลวาห์อย่างจริงจัง พร้อมกับเสนอให้ทำการรื้อเขื่อนทั้งสองทิ้ง
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างยืดเยื้อและนำไปสู่การฟ้องร้องทางกฎหมาย จนท้ายที่สุดรัฐบาลกลางต้องลงมาไกล่เกลี่ยและเสนอทางออกด้วยการผ่านพระราชบัญญัติฟื้นฟูระบบนิเวศแม่น้ำเอลวาห์และการประมงในปี ค.ศ. 1992 พระราชบัญญัติดังกล่าวมอบอำนาจให้กับคณะกรรมการศึกษาสามารถสั่งรื้อเขื่อนได้หากมีความจำเป็น สองปีต่อมารายงานชิ้นสำคัญจากคณะกรรมการอิสระที่รู้จักกันว่า Elwah Report ก็สรุปผลชัดเจนว่าการรื้อเขื่อนทิ้งเป็นหนทางเดียวที่จะสามารถฟื้นฟูระบบนิเวศของแม่น้ำเอลวาห์ได้อย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะการฟื้นฟูประชากรปลาแซลมอนซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของวิถีชีวิตชาวประมงท้องถิ่น โดยคาดว่าประชากรปลาแซลมอนที่เหลืออยู่เพียง 3,000 ตัวจะสามารถเพิ่มจำนวนขึ้นถึง 300,000 ตัวได้อีกครั้งเมื่อแม่น้ำเอลวาห์ปลอดเขื่อน
นักนิเวศวิทยาเชื่อว่าการกลับคืนมาของปลาแซลมอนเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูความอุดสมบูรณ์ของป่าแห่งนี้ เพราะจากการศึกษาพบว่าวงจรชีวิตของปลาแซลมอนช่วยค้ำจุนสัตว์ป่าอื่นๆ อย่างน้อยถึง 137 ชนิด ...ไม่เพียงระบบนิเวศเท่านั้นที่จะได้รับการฟื้นฟู หากแต่มรดกทางวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองเผ่าเอลวาห์คลาลัมสองฟากฝั่งแม่น้ำก็จะได้รับการทำนุบำรุงขึ้นอีกครั้ง เช่นการฟื้นฟูป่าศักดิ์สิทธิ์หลายแห่งที่ปัจจุบันจมอยู่ใต้อ่างเก็บน้ำ และการรื้อฟื้นขนบธรรมเนียมที่ผูกพันกับฤดูวางไข่ของปลาแซลมอน”
ในเมื่อการรื้อเขื่อนทั้งสองต้องเสียค่าใช้จ่ายหลายพันล้านบาท รัฐประเมินมูลค่าของประโยชน์จากการรื้อเขื่อนอย่างไร?
หน่วยงานที่รับผิดชอบการรื้อเขื่อนตระหนักตั้งแต่เนิ่นๆ (หลังจากที่ยอมรับรายงาน Elwah Report) ว่า ประโยชน์และโทษในกรณีนี้หลายประเด็นที่ไม่มี “ราคาตลาด” เพราะอยู่นอกตลาด เช่น การได้เข้าถึงพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมีความสำคัญสำหรับชนเผ่าเอลวาห์คลาลัมอีกครั้งหลังรื้อเขื่อน (พวกเขาบอกว่า มูลค่าทางจิตใจนี้มีสูงมากจนประเมินค่าไม่ได้) และมูลค่าของการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพภายในประชากรปลาแซลมอน ซึ่งประเมินออกมาเป็นตัวเลขตรงๆ ไม่ได้ ทำได้แต่เพียงประเมินมูลค่าทางอ้อมเท่านั้น เช่น การที่ความหลากหลายทางชีวภาพของสายพันธุ์ปลาแซลมอนทำให้พวกมันต่อกรกับโรค และปรับตัวตามสภาพแวดล้อมได้ดีกว่าเดิม
ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการรื้อเขื่อนครั้งนี้ นอกจากจะมีค่ารื้อเขื่อนทางตรง 96.5 ล้านเหรียญแล้ว ยังต้องนับรวมการลงทุนปรับปรุงมาตรการป้องกันน้ำท่วมรอบบริเวณที่อยู่อาศัยของชนเผ่า 17 ล้านเหรียญ ลงทุนปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสียและปรับปรุงคุณภาพน้ำที่มาจากแหล่งบาดาลอีก 69 ล้านเหรียญ สิริรวมเป็นเงินทั้งหมด 182.5 ล้านเหรียญสหรัฐ
[photo 1]
มูลค่าของประโยชน์จากการรื้อเขื่อนมีอะไรบ้าง? ก่อนอื่น การรื้อเขื่อนจะช่วยให้ตะกอนไหลโดยอิสระไปยังคุ้งน้ำอีดิษ (Ediz) ได้อีกครั้ง หลังจากที่มันเสื่อมโทรมลงมากตั้งแต่มีเขื่อนเพราะไม่มีตะกอนไปรักษาสภาพดิน ประโยชน์ขั้นต่ำของการที่ตะกอนไหลลงคุ้งได้อีกครั้งก็คือเงินค่าฟื้นฟูคุ้งน้ำที่รัฐประหยัดได้ ซึ่งที่ผ่านมาเท่ากับ 1 ล้านเหรียญสหรัฐตลอดอายุโครงการ แน่นอนว่าตัวเลขนี้เป็น “ประโยชน์ขั้นต่ำ” เนื่องจากยังไม่ได้นับมูลค่าของ “สุขภาพ” ระบบนิเวศที่จะดีขึ้นมหาศาล
ประโยชน์ประการที่สองจากการรื้อเขื่อนคือ การท่องเที่ยวและสันทนาการของผู้คนที่จะได้มีความสุขกับการอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติอันสวยงามอีกครั้ง ผลการประเมินบางส่วนใช้ข้อมูลจากงานวิจัยชิ้นหนึ่งในปี 1996 ซึ่งถามประชาชนในละแวก 1,500 ครัวเรือน และอีก 1,000 ครัวเรือนนอกรัฐว่า จะยินดีจ่ายเงินเท่าไรให้รัฐรื้อเขื่อนและฟื้นฟูประชากรปลาแถบลุ่มน้ำเอลวาห์ สรุปผลการประเมินว่าสันทนาการและการท่องเที่ยวหลังรื้อเขื่อนมีประโยชน์กว่า 317.6 ล้านเหรียญสหรัฐ (คำนวณประโยชน์ไปข้างหน้า 100 ปี ใช้อัตราคิดลด (discount rate) ที่ 3 เปอร์เซ็นต์ ประเมินกลับมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน)
ประโยชน์ประการสุดท้ายจากการรื้อเขื่อนมาจากการที่ปลากลับมาชุกชุมอีกครั้ง นั่นคือ การได้แหล่งประมงกลับคืนมาสำหรับชนเผ่าอินเดียนแดงในบริเวณและชาวประมงต่างถิ่น มีมูลค่า 36.7 ล้านเหรียญสหรัฐ และรายได้จากกีฬาตกปลาสำหรับนักท่องเที่ยวต่างถิ่น มีมูลค่า 10.3 ล้านเหรียญสหรัฐ
สรุปผลการประเมินได้ว่า การรื้อเขื่อนจะสร้างประโยชน์ทั้งหมดกว่า 365.6 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือสองเท่าของค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการรื้อเขื่อน คือ 182.5 ล้านเหรียญสหรัฐ
น่าเศร้าที่เศรษฐศาสตร์การรื้อเขื่อนยังไม่เคยได้ใช้ในเมืองไทย และเศรษฐศาสตร์การสร้างเขื่อนที่ผ่านมาก็ดูจะไม่เคยคำนึง “มูลค่านอกตลาด” ของโทษและประโยชน์ – โดยเฉพาะโทษ – ของการสร้างเขื่อน ซ้ำร้ายผลกระทบทางลบต่อสิ่งแวดล้อมก็มักจะถูกอธิบายเพียงคร่าวๆ โดยปราศจากการคำนวณ “มูลค่า” ของผลกระทบ และค่าใช้จ่ายที่รัฐต้องเสียไปในการจัดการกับปัญหา
ในภาพใหญ่ เศรษฐศาสตร์โดยเฉพาะที่เกี่ยวพันกับนโยบายสาธารณะเป็นเรื่องของการ “แลกได้แลกเสีย” (tradeoffs) และการวิเคราะห์เปรียบเทียบโทษและประโยชน์ (cost-benefit) ของทางเลือกต่างๆ เพื่อให้สามารถเลือกทางที่สร้างประโยชน์สุทธิสูงสุด
นั่นแปลว่าเศรษฐศาสตร์จะทำงานได้อย่างถูกต้องเที่ยงธรรม ก็ต่อเมื่อรัฐและสังคมโดยรวมสามารถ 1) มองเห็นว่าทางเลือกต่างๆ มีอะไรบ้าง 2) มองเห็นและประเมินมูลค่าของประโยชน์และโทษในทุกมิติ ไม่เฉพาะแต่เพียงประโยชน์และโทษทางเศรษฐกิจ และ 3) ประเมินมูลค่าของประโยชน์และโทษอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ไม่ใช่ทำแต่เฉพาะตอนตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ทำโครงการเท่านั้น
เมื่อคำนึงถึงสถานการณ์คอร์รัปชั่นซึ่งปิดกั้น “วิสัยทัศน์” อันขาดไม่ได้ในการแก้ปัญหาระยะยาวอย่างสิ่งแวดล้อม ประกอบกับความเข้าใจผิดของคนทั่วไปว่าเศรษฐศาสตร์หมายถึง “เศรษฐกิจ” และ “ระบบตลาด” เพียงอย่างเดียว รวมถึงความใจแคบของหน่วยงานรัฐหลายหน่วยและนักเศรษฐศาสตร์ผู้ทรงอิทธิพลบางคน ผู้เขียนคิดว่าคงอีกนานกว่าจะได้เห็นเศรษฐศาสตร์ทำงานอย่างถูกต้องในไทย เฉกเช่นที่มันรับใช้ระบบนิเวศแถบลุ่มน้ำเอลวาห์
บทความโดย สฤณี อาชวานันทกุล
บทความจาก http://www.greenworld.or.th/columnist/ecosaveworld/1842
เขื่อนผู้เขียนสังเกตว่า รัฐไทยไม่ว่ายุคไหนมักเก่งแต่การ (หาหรือกุเรื่อง) “สร้าง” โครงการเมกะโปรเจ็กต์ แต่ไม่เคยเก่งเรื่องการรื้อหรือล้มเมื่อเวลาผ่านไปแล้วพบว่า มันไม่จำเป็นอีกต่อไป หรือกลายเป็นภาระหนักอึ้งที่ต้องดูแล ต้นทุนบวกความเสียหายพอกพูนสูงกว่ารายได้บวกประโยชน์ที่มันสร้าง

ในบรรดานโยบายสาธารณะทั้งหมด มีน้อยเรื่องที่จุดประกายความขัดแย้ง ความเดือดร้อน และเป็นที่ถกเถียงกันนานข้ามทศวรรษเท่ากับการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่

วันนี้ผู้เขียนมีเรื่องเศรษฐศาสตร์การรื้อเขื่อน (dam decommissioning) ในสหรัฐอเมริกามาเล่าสู่กันฟัง

เศรษฐศาสตร์การรื้อเขื่อนนั้นเป็นของคู่กันกับเศรษฐศาสตร์การสร้างเขื่อน กล่าวในภาษาวิชาการอันน่าหมั่นไส้เล็กน้อย – อรรถประโยชน์ (utility) ของเขื่อนขนาดใหญ่อาจไม่คงที่นิรันดร แต่ลดลงเรื่อยๆ (diminishing utility) เมื่อเวลาผ่านไป เนื่องจากผลเสียต่อระบบนิเวศจุดประกาย (trigger) ให้เกิดวงจรย้อนกลับ (feedback loop) ก่อผลเสียอื่นๆ ทบทวีเป็นลูกโซ่

ในประเทศที่ดำเนินนโยบายสาธารณะอย่างรัดกุม คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนและสิ่งแวดล้อมจริงๆ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว เศรษฐศาสตร์การรื้อเขื่อนจะเข้ามามีบทบาทในกรณีที่ความเสียหายที่เกิดจากเขื่อนขนาดใหญ่ (แน่นอนว่าต้องนับรวมความเสียหายต่อระบบนิเวศด้วย) นั้นพุ่งสูงกว่าประโยชน์สะสมที่เขื่อนสร้าง

สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีเขื่อนขนาดใหญ่มากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก บรูซ แบบบิท อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย เคยปรารภว่าตั้งแต่อเมริกาประกาศเอกราชจากอังกฤษ “เราก็ก่อสร้างเขื่อนหนึ่งแห่งทุกวันโดยเฉลี่ย") ปัจจุบันมีเขื่อนมากกว่า 76,000 เขื่อนทั่วทั้งอเมริกาที่สันเขื่อนสูงกว่าสองเมตร เขื่อนทั้งหมดรวมกันเก็บกักน้ำได้เกือบทั้งปี ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เริ่มเสื่อมสภาพ มูลค่าทางเศรษฐกิจถดถอย และมีข้อกังขาด้านความปลอดภัย

เอ็นจีโอด้านสิ่งแวดล้อมในอเมริกาพร้อมใจกันขนานนามปี 2011 ว่าเป็น “ปีแห่งแม่น้ำ” เนื่องจากเป็นปีที่มีการรื้อเขื่อนครั้งใหญ่สุดในประวัติการณ์ ใช้เงินในการรื้อถอนและฟื้นฟูกว่า 180 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 5,400 ล้านบาท

เขื่อนที่ว่าคือเขื่อนอายุร่วมร้อยปีสองแห่งที่อยู่ใกล้กัน คือเขื่อนเอลวาห์กับเขื่อนหุบเขาไกลน์ส์ ในลุ่มน้ำเอลวาห์ มลรัฐวอชิงตัน (สารคดีการรื้อเขื่อนทั้งสอง ที่นี่)

เขื่อนทั้งสองผลิตกระแสไฟฟ้าป้อนการพัฒนาทางเศรษฐกิจในละแวกนั้นตามจุดมุ่งหมายเดิมตลอดมา แต่ผลลบคือมันส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อพันธุ์ปลาและวิถีชีวิตของชาวอินเดียนแดงในพื้นที่ คุณเพชร มโนปวิตร สรุปเหตุการณ์สำคัญๆ ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมาก่อนจะนำมาซึ่งมหกรรมการรื้อเขื่อน ไว้ในบทความ “จุดจบของเขื่อนเอลวาห์กับขบวนการฟื้นชีวิตให้สายน้ำและพงไพร” ตอนหนึ่งว่า

“เมื่อกระแสการอนุรักษ์สุกงอม ช่วงปี ค.ศ. 1986-88 กลุ่มองค์กรอนุรักษ์ธรรมชาติ เช่น กลุ่มเพื่อนอุทยานโอลิมปิก ‘Seattle Audubon Society’ ‘Friend of the Earth’ และ ‘The Sierra Club’ ร่วมกับกลุ่มชนพื้นเมืองได้ร่วมกันเคลื่อนไหวต่อต้านการยื่นขอต่ออายุการดำเนินกิจการของเขื่อนทั้งสองในเขตอุทยานแห่งชาติ การรณรงค์ดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากสาธารณะอย่างกว้างขวาง จนนำไปสู่การยื่นญัตติต่อรัฐบาลกลางให้มีการฟื้นฟูระบบนิเวศของแม่น้ำเอลวาห์อย่างจริงจัง พร้อมกับเสนอให้ทำการรื้อเขื่อนทั้งสองทิ้ง

การต่อสู้ดำเนินไปอย่างยืดเยื้อและนำไปสู่การฟ้องร้องทางกฎหมาย จนท้ายที่สุดรัฐบาลกลางต้องลงมาไกล่เกลี่ยและเสนอทางออกด้วยการผ่านพระราชบัญญัติฟื้นฟูระบบนิเวศแม่น้ำเอลวาห์และการประมงในปี ค.ศ. 1992 พระราชบัญญัติดังกล่าวมอบอำนาจให้กับคณะกรรมการศึกษาสามารถสั่งรื้อเขื่อนได้หากมีความจำเป็น สองปีต่อมารายงานชิ้นสำคัญจากคณะกรรมการอิสระที่รู้จักกันว่า Elwah Report ก็สรุปผลชัดเจนว่าการรื้อเขื่อนทิ้งเป็นหนทางเดียวที่จะสามารถฟื้นฟูระบบนิเวศของแม่น้ำเอลวาห์ได้อย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะการฟื้นฟูประชากรปลาแซลมอนซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของวิถีชีวิตชาวประมงท้องถิ่น โดยคาดว่าประชากรปลาแซลมอนที่เหลืออยู่เพียง 3,000 ตัวจะสามารถเพิ่มจำนวนขึ้นถึง 300,000 ตัวได้อีกครั้งเมื่อแม่น้ำเอลวาห์ปลอดเขื่อน

นักนิเวศวิทยาเชื่อว่าการกลับคืนมาของปลาแซลมอนเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูความอุดสมบูรณ์ของป่าแห่งนี้ เพราะจากการศึกษาพบว่าวงจรชีวิตของปลาแซลมอนช่วยค้ำจุนสัตว์ป่าอื่นๆ อย่างน้อยถึง 137 ชนิด ...ไม่เพียงระบบนิเวศเท่านั้นที่จะได้รับการฟื้นฟู หากแต่มรดกทางวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองเผ่าเอลวาห์คลาลัมสองฟากฝั่งแม่น้ำก็จะได้รับการทำนุบำรุงขึ้นอีกครั้ง เช่นการฟื้นฟูป่าศักดิ์สิทธิ์หลายแห่งที่ปัจจุบันจมอยู่ใต้อ่างเก็บน้ำ และการรื้อฟื้นขนบธรรมเนียมที่ผูกพันกับฤดูวางไข่ของปลาแซลมอน”

ในเมื่อการรื้อเขื่อนทั้งสองต้องเสียค่าใช้จ่ายหลายพันล้านบาท รัฐประเมินมูลค่าของประโยชน์จากการรื้อเขื่อนอย่างไร?

หน่วยงานที่รับผิดชอบการรื้อเขื่อนตระหนักตั้งแต่เนิ่นๆ (หลังจากที่ยอมรับรายงาน Elwah Report) ว่า ประโยชน์และโทษในกรณีนี้หลายประเด็นที่ไม่มี “ราคาตลาด” เพราะอยู่นอกตลาด เช่น การได้เข้าถึงพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมีความสำคัญสำหรับชนเผ่าเอลวาห์คลาลัมอีกครั้งหลังรื้อเขื่อน (พวกเขาบอกว่า มูลค่าทางจิตใจนี้มีสูงมากจนประเมินค่าไม่ได้) และมูลค่าของการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพภายในประชากรปลาแซลมอน ซึ่งประเมินออกมาเป็นตัวเลขตรงๆ ไม่ได้ ทำได้แต่เพียงประเมินมูลค่าทางอ้อมเท่านั้น เช่น การที่ความหลากหลายทางชีวภาพของสายพันธุ์ปลาแซลมอนทำให้พวกมันต่อกรกับโรค และปรับตัวตามสภาพแวดล้อมได้ดีกว่าเดิม

ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการรื้อเขื่อนครั้งนี้ นอกจากจะมีค่ารื้อเขื่อนทางตรง 96.5 ล้านเหรียญแล้ว ยังต้องนับรวมการลงทุนปรับปรุงมาตรการป้องกันน้ำท่วมรอบบริเวณที่อยู่อาศัยของชนเผ่า 17 ล้านเหรียญ ลงทุนปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสียและปรับปรุงคุณภาพน้ำที่มาจากแหล่งบาดาลอีก 69 ล้านเหรียญ สิริรวมเป็นเงินทั้งหมด 182.5 ล้านเหรียญสหรัฐ

เขื่อน

มูลค่าของประโยชน์จากการรื้อเขื่อนมีอะไรบ้าง? ก่อนอื่น การรื้อเขื่อนจะช่วยให้ตะกอนไหลโดยอิสระไปยังคุ้งน้ำอีดิษ (Ediz) ได้อีกครั้ง หลังจากที่มันเสื่อมโทรมลงมากตั้งแต่มีเขื่อนเพราะไม่มีตะกอนไปรักษาสภาพดิน ประโยชน์ขั้นต่ำของการที่ตะกอนไหลลงคุ้งได้อีกครั้งก็คือเงินค่าฟื้นฟูคุ้งน้ำที่รัฐประหยัดได้ ซึ่งที่ผ่านมาเท่ากับ 1 ล้านเหรียญสหรัฐตลอดอายุโครงการ แน่นอนว่าตัวเลขนี้เป็น “ประโยชน์ขั้นต่ำ” เนื่องจากยังไม่ได้นับมูลค่าของ “สุขภาพ” ระบบนิเวศที่จะดีขึ้นมหาศาล

ประโยชน์ประการที่สองจากการรื้อเขื่อนคือ การท่องเที่ยวและสันทนาการของผู้คนที่จะได้มีความสุขกับการอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติอันสวยงามอีกครั้ง ผลการประเมินบางส่วนใช้ข้อมูลจากงานวิจัยชิ้นหนึ่งในปี 1996 ซึ่งถามประชาชนในละแวก 1,500 ครัวเรือน และอีก 1,000 ครัวเรือนนอกรัฐว่า จะยินดีจ่ายเงินเท่าไรให้รัฐรื้อเขื่อนและฟื้นฟูประชากรปลาแถบลุ่มน้ำเอลวาห์ สรุปผลการประเมินว่าสันทนาการและการท่องเที่ยวหลังรื้อเขื่อนมีประโยชน์กว่า 317.6 ล้านเหรียญสหรัฐ (คำนวณประโยชน์ไปข้างหน้า 100 ปี ใช้อัตราคิดลด (discount rate) ที่ 3 เปอร์เซ็นต์ ประเมินกลับมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน)

ประโยชน์ประการสุดท้ายจากการรื้อเขื่อนมาจากการที่ปลากลับมาชุกชุมอีกครั้ง นั่นคือ การได้แหล่งประมงกลับคืนมาสำหรับชนเผ่าอินเดียนแดงในบริเวณและชาวประมงต่างถิ่น มีมูลค่า 36.7 ล้านเหรียญสหรัฐ และรายได้จากกีฬาตกปลาสำหรับนักท่องเที่ยวต่างถิ่น มีมูลค่า 10.3 ล้านเหรียญสหรัฐ

สรุปผลการประเมินได้ว่า การรื้อเขื่อนจะสร้างประโยชน์ทั้งหมดกว่า 365.6 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือสองเท่าของค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการรื้อเขื่อน คือ 182.5 ล้านเหรียญสหรัฐ

น่าเศร้าที่เศรษฐศาสตร์การรื้อเขื่อนยังไม่เคยได้ใช้ในเมืองไทย และเศรษฐศาสตร์การสร้างเขื่อนที่ผ่านมาก็ดูจะไม่เคยคำนึง “มูลค่านอกตลาด” ของโทษและประโยชน์ – โดยเฉพาะโทษ – ของการสร้างเขื่อน ซ้ำร้ายผลกระทบทางลบต่อสิ่งแวดล้อมก็มักจะถูกอธิบายเพียงคร่าวๆ โดยปราศจากการคำนวณ “มูลค่า” ของผลกระทบ และค่าใช้จ่ายที่รัฐต้องเสียไปในการจัดการกับปัญหา

ในภาพใหญ่ เศรษฐศาสตร์โดยเฉพาะที่เกี่ยวพันกับนโยบายสาธารณะเป็นเรื่องของการ “แลกได้แลกเสีย” (tradeoffs) และการวิเคราะห์เปรียบเทียบโทษและประโยชน์ (cost-benefit) ของทางเลือกต่างๆ เพื่อให้สามารถเลือกทางที่สร้างประโยชน์สุทธิสูงสุด

นั่นแปลว่าเศรษฐศาสตร์จะทำงานได้อย่างถูกต้องเที่ยงธรรม ก็ต่อเมื่อรัฐและสังคมโดยรวมสามารถ 1) มองเห็นว่าทางเลือกต่างๆ มีอะไรบ้าง 2) มองเห็นและประเมินมูลค่าของประโยชน์และโทษในทุกมิติ ไม่เฉพาะแต่เพียงประโยชน์และโทษทางเศรษฐกิจ และ 3) ประเมินมูลค่าของประโยชน์และโทษอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ไม่ใช่ทำแต่เฉพาะตอนตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ทำโครงการเท่านั้น

เมื่อคำนึงถึงสถานการณ์คอร์รัปชั่นซึ่งปิดกั้น “วิสัยทัศน์” อันขาดไม่ได้ในการแก้ปัญหาระยะยาวอย่างสิ่งแวดล้อม ประกอบกับความเข้าใจผิดของคนทั่วไปว่าเศรษฐศาสตร์หมายถึง “เศรษฐกิจ” และ “ระบบตลาด” เพียงอย่างเดียว รวมถึงความใจแคบของหน่วยงานรัฐหลายหน่วยและนักเศรษฐศาสตร์ผู้ทรงอิทธิพลบางคน ผู้เขียนคิดว่าคงอีกนานกว่าจะได้เห็นเศรษฐศาสตร์ทำงานอย่างถูกต้องในไทย เฉกเช่นที่มันรับใช้ระบบนิเวศแถบลุ่มน้ำเอลวาห์

บทความโดย สฤณี อาชวานันทกุล
บทความจาก www.greenworld.or.th
 

รับข่าวสาร